• ช้อปครบ 599 ส่งฟรีภายใน 3 วันทำการ
  • ชำระเงินปลอดภัย

คุณยังไม่มีสินค้าในตะกร้า

Blog - อ่าน How-to แล้วไม่ฮิป!? แต่ทำไมหนังสือประเภทนี้ถึงฮิตเสียจริงๆ

อ่าน How-to แล้วไม่ฮิป!? แต่ทำไมหนังสือประเภทนี้ถึงฮิตเสียจริงๆ
โดย admin b2s 2/3/2018 10:31

ชั้นหนังสือของคุณมีหนังสือประเภทไหนบ้าง?

                วรรณกรรมสุดชิค? ปรัชญาคลูๆ? การเมือง ประวัติศาสตร์ จิตวิทยาแบบคนมีความรู้? หรือเต็มไปด้วยหนังสือ 'ฮาวทู' ที่ต้องเอากลุ่มหนังสือที่กล่าวไปข้างต้นมาปิดทับไว้อีกชั้น ด้วยกลัวจะทำให้คนอื่นเข้าใจว่า รสนิยมการอ่านของเรากำลังเข้าขั้นวิกฤต?

                แน่นอน เอาแค่กลุ่มนักอ่านในบ้านเรา คงมีไม่น้อยที่กำลังตั้งแง่กับหนังสือซึ่งมีชื่อเรียกเป็นทางการอีกทีว่า self-help  หรือ self-improvement ประเภทนี้—บ้างว่า มันขายฝัน ทำไม่ได้จริง หลอกตีกินคนไร้หวัง แถมผลจากบางงานวิจัย ก็ดูเหมือนจะเอนเอียงไปในแง่ร้าย อย่างรายงานเมื่อปี 2015 จากเว็บไซต์เกี่ยวกับการแพทย์ medicaldaily.com ก็ตั้งข้อสังเกตว่า คนที่อ่านหนังสือประเภท self-help มักพบความลำบากในการจัดการความเครียด และแสดงสัญญาณของความซึมเศร้าออกมา

                คำถามคือ ถ้ามันเลวร้ายจริง ทำไมหนังสือประเภทฮาวทูถึงขึ้นแท่นติดอันดับหนังสือขายดีตลอดกาล? มันให้โทษอย่างที่ว่าจริงหรือเปล่า? ซึ่งข้อคิดเห็นของ Kristen Meinzer โปรดิวซ์เซอร์รายการวิทยุ เจ้าของรายการ พอดแคตกึ่งเรียลลิตี้โชว์กึ่งส่งเสริมพัฒนาการตนเองชื่อ By The Book อาจจะทำให้ใครก็ตามที่ไม่กล้า come out เปิดเผยตัวตนว่าเป็นแฟนตัวยงของหนังสือประเภทนี้ เลิกกังวล และหยิบมันออกมาจากมุมมืดของชั้นหนังสือเสียที

                “หนึ่งในเหตุผลที่หนังสือฮาวทู (self-help) ทำให้ผู้คนตั้งแง่คือ พวกมันมักเสนอสัญญาที่อหังการ หรือเป็นไปไม่ได้ที่จะได้รับ เช่น 'ลดน้ำหนัก 30 ปอนด์ภายใน 30 วัน' หรือ 'ทำให้ผู้ชายอยากได้คุณโดยไม่จำเป็นต้องอ่อย' แล้วเราก็มักมองคนที่เชื่อคำสัญญาประเภทนี้อย่างคนถูกต้ม เหมือนชาวบ้านไร้เดียงสาครั้งกระนู้นที่หลงเชื่อเรื่องน้ำมันงูเห่าโดยพ่อค้าเร่ นอกจากนั้น ฉันคิดว่า เราแค่โฟกัสไปที่คำว่า 'ช่วย' (help) ในคำว่า self-help มากเกินไป ถ้าเราเทความสนใจไปที่คำว่า 'ตัวเอง' (self) เราคงตระหนักแล้วว่า หนังสือประเภทนี้กำลังมุ่งเป้าไปที่ผู้คนซึ่งต้องการนับถือตัวเอง (self-reliant)—แล้วการอยากนับถือตัวเองมันไม่ดีตรงไหนกัน?”

                นั่นล่ะ อย่าทำมาเปง! ในเมื่อส่วนใหญ่คงยอมรับกันไม่ใช่หรือว่า เราก็ล้วนอยากพัฒนาตัวเองไม่ทางใดทางหนึ่ง จะขาดเพียง ไม่มีใครอยากถูกมองว่ากำลังมองหาการช่วยเหลืออยู่ก็เท่านั้น

                เดี๋ยวๆ!—ก่อนจะไปไกลกว่านั้น ช่วยแก้ต่างข้อสังเกตุที่ว่า หนังสือฮาวทูทำให้คนที่อ่านมันประสบภาวะความเครียดเสียก่อนสิ!

                โอเค ได้!

 

 

“เอาแต่อ่าน แต่ไม่ลงมือทำ ผู้ร้ายตัวจริงอาจไม่ใช่ฉัน แต่คือคุณ”

 

                เหรียญนั้นมีสองด้านเสมอ เมื่อมีคนเห็นว่ามันร้าย ก็ย่อมมีคนเห็นอีกด้านที่งดงาม—ย้อนกลับไปในปี 1859 ขณะที่แนวคิดของการพัฒนาตนเองวนเวียนอย่างไม่เป็นรูปเป็นร่างอยู่ในสังคมมนุษย์มานานนับศตวรรษ คำว่า self-help ก็ถูกสร้างและหยิบมาใช้ครั้งแรกในหนังสือชื่อเดียวกัน โดย Samuel Smiles นักเขียนและนักปฏิรูปชาวสก็อตแลนด์ ผู้อยากกระตุ้นและมุ่งหวังให้ผู้อ่านหลบเลี่ยงเรื่องวัตถุนิยม และโฟกัสไปที่การเสริมสร้างความรู้แทน ซึ่งในตอนที่เขาตายในปี 1904 นั้น หนังสือนาม self-help ที่แม้จะเป็นหนังสือเล่มแรกๆ ของหนังสือประเภทนี้ ก็ได้ถูกขายไปแล้วกว่า 250,000 ก๊อปปี้! และได้สร้างประเภทใหม่ให้แก่อุตสหากรรมหนังสือจนยืนยงถึงปัจจุบัน

                คำถามคือ เรื่องนี้บอกอะไรแก่เรากันแน่?

                นักจิตวิทยาคลีนิก Joseph C. Kobo ประธานกรรมการทางด้านวิชาชีพจาก American Psychological Association (APA) แสดงความคิดเห็นว่า การที่หนังสือเล่มหนึ่งสามารถติดท๊อปชาร์ตได้ มันก็น่าจะมีสาระบางอย่าง โดยเขายกตัวอย่าง The Road Less Traveled ของ M. Scott Peck ที่มีรายชื่อเป็นหนังสือขายดียาวนานกว่า 10 ปี “ผมคิดว่านักอ่านต้องได้รับคุณค่าบางอย่างจากมัน พวกเขาจึงเก็บมันไว้ตรงนั้น”

                ส่วน ดร. Alan B. Siegel อธิบายถึงรายละเอียดในข้อดีของหนังสือประเภทนี้ว่า “หนังสือสำหรับการเปลี่ยนแปลงนั้นมอบแผนที่สำหรับการพัฒนาการเพื่อนำไปสู่การเปลี่ยนแปลง มันมีพื้นที่ที่สามารถคาดหวังได้ มีการตอบสนองทางอารมณ์ที่แตกต่าง มีภารกิจเกี่ยวกับการพัฒนาที่เชื่อมโยงถึงกันอยู่ในนั้น"

                 ทั้งนี้ ผลจากการทำแบบสอบถามของหนึ่งจากมหาวิทยาลัย Calgary ก็บอกว่า 75% ยืนยันว่าการอ่านหนังสือประเภทฮาวทูทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงในชีวิตของพวกเขาแบบวันต่อวัน ที่รวมถึง พฤติกรรมเกี่ยวกับสุขภาพ (14%) ทัศนคติในแง่บวก (21%) พฤติกรรมในความสัมพันธ์ (20%) ความตระหนักรู้เกี่ยวกับตัวเอง (15%) การฝึกฝนในเรื่องของการงาน (4%) หรืออย่างน้อยในการศึกษาดังกล่าว ก็มีความคิดเห็นน่าสนใจหนึ่งที่บอกถึงสิ่งที่เขาได้เรียนรู้จากการอ่านหนังสือประเภทนี้ว่า “มีผู้คนมหาศาลที่กำลังทุกข์ระทมในปัญหาซ้ำๆ กัน”

                ความล้มเหลวของหนังสือประเภทฮาวทูจึงอาจไม่ได้เกิดมาจากตัวหนังสือเองเป็นสำคัญ แต่มองอย่างใจกว้าง เป็นไปได้หรือไม่ที่ความล้มเหลวดังกล่าวอาจมาจากตัวนักอ่านเอง เช่น คุณอาจซื้อหนังสอนการลดน้ำหนักมา แล้วตีโพยตีพายว่ามันไม่ได้ผล ทั้งๆ ที่ตนไม่ได้ตระหนักว่า การมีหุ่นดีนั้นไม่ได้มาจากการซื้อและอ่านหนังสือ แต่มันคือวิธีการเลือกอาหาร ออกกำลังกาย และวินัยที่ปรากฎอยู่ในหนังสือเล่มนั้นๆ ต่างหาก

 

 

“สำหรับฉันมันคือไบเบิล”

 

                ประโยคด้านบน คือคำพูดของคุณแม่ลูกสอง ผู้อ่านหนังสือฮาวทูมาแล้วมากกว่า 300 เล่ม เพื่อทำความเข้าใจให้มากขึ้นว่า จริงๆ แล้วหนังสือประเภทนี้เวิร์กหรือไม่ เราจะพาไปทำความรู้จักกับผู้มีประสบการณณ์ตรง และนี่คือเรื่องราวของเธอ

                Julie Hall เป็นนักลงทุนอิสระครึ่งบริติช-แคนดานา ปี 2008 เธอเปิดเว็บไซต์ชื่อ Women Unlimited เพื่อช่วยเหลือผู้หญิงในวงการธุรกิจ ด้วยเชื่อว่าโลกยังมีนักลงทุนหญิงน้อยเกินไป แม้หญิงแกร่งอย่างเธอจะประสบความสำเร็จในธุรกิจเว็บดีไซน์มาก่อน แต่เธอก็พบว่ามีผู้หญิงจำนวนไม่น้อยที่คิดว่าการเริ่มต้นธุรกิจนั้นแสนยาก และรู้สึกถูกกดขี่อยู่เงียบๆ เมื่อได้ลงมือทำ

                หลังจากนั้น Women Unlimited ก็กลายมาเป็นพื้นที่ออนไลน์ของนักลงทุนเพื่อนหญิงพลังหญิงเพื่อหาเพื่อนร่วมอุดมการสร้างบริษัท ปลอบใจ หรือให้คำแนะนำ และนอกจากนั้นเธอยังดำเนินการสร้างกิจกรรมเวิร์กช็อปอีกด้วย โดยบอกว่า พื้นฐานของมันก็คือการอ่านหนังสือฮาวทูเชิงกายภาพนั่นล่ะ “เรามาอยู่ที่นี่ เพราะสิ่งที่ทำอยู่คล้ายเจอทางตัน และชีวิตก็ชอบการถูกทำให้ไฟลุกโชนเสียด้วย ไม่ใช่หรือ?”

                Hall อาจดูเหมือนคนเปี่ยมไอเดียและมีกำลังวังชาเหลือล้น แต่เธอกลับบอกและยอมรับตามตรงว่า เธอไม่ได้เกิดมาพร้อมสิ่งเหล่านั้นตั้งแต่ต้น แต่มันคือผลจากการอ่านหนังสือฮาวทูมากกว่า 300 เล่มนั่นเอง

                “มีผู้คนในชีวิตที่ฉันเรียกว่า นักขโมยความฝัน พวกคนที่ไม่เคยทำความเข้าใจว่า จริงๆ แล้วคุณกำลังพยายามบรรลุอะไร และยากเหลือเกินที่เราจะสลัดพวกเขาออกจากหัว แต่ด้วยการหยิบหนังสือ self-book ขึ้นมา คุณจะได้รับพลังของความฝันและจินตภาพกลับมา หนังสือเหล่านั้นสามารถมอบความกล้าและแรงกระตุ้นเพื่อทำอะไรก็ตามที่คุณต้องการ สำหรับฉันมันคือไบเบิล”

                ซึ่งนั่นก็พ้องพานกับคำพูดของฝ่ายสนับสนุนอีกคนอย่างนักจัดรายการ Greenberg ที่บอกว่า “การยอมรับว่าคุณต้องการความช่วยเหลือ หมายความว่า คุณยอมรับข้อบกพร่องและความอ่อนแอของตัวเอง การพูดว่าความคุณต้องการพัฒนา ...คุณแค่ต้องการได้รับสิ่งที่ดีกว่าที่เป็นอยู่ มันทำให้ฉันเศร้า ที่สังคมไม่ปฏิเสธการยอมรับว่าคุณแค่ต้องการความช่วยเหลือ”

 

 

“อ่าน  self-help อย่างไรไม่ให้ help (ช่วย) กลายเป็น hype (ชวนเชื่อ)”

 

                9% คือสถิติที่หนังสือประเภท self-help ช่วยผลักดันให้หนังสือ non-fiction ขยับยอดขายเพิ่มขึ้นในปี 2016 ตามรายงานของสมาคมผู้จัดพิมพ์ ขณะที่รายได้ของหนังสือประเภท Fiction นั้นสวนทางกัน คือลดลงถึง 7% ที่น่าสนใจกว่านั้นคือ ผู้เขียนและผู้อ่านหนังสือประเภทฮาวทูนั้นมาจากหลากหลายเจนเนอร์เรชั่น รายงานเมื่อปี 2016 บอกว่า 94% ของคน 18-33 ปี เข้าร่วมกระบวนการพัฒนาตัวเอง เมื่อเปรียบเทียบกับ 84% ของคนรุ่นเบบี้บูมเมอร์ และ 81% ของเจนเอ็กซ์

                เหล่านี้กำลังบอกว่า กลุ่มคนในช่วงอายุที่เป็นเรี่ยวแรงในการขับเคลื่อนโลก ต่างมุ่งหวังที่พัฒนาตัวเอง และเครื่องมือสำคัญหนึ่ง นั่นก็คือหนังสือประเภทฮาวทู ที่ใครหลายคนยืนยันว่ามันมีประโยชน์ และอีกไม่น้อยก็บอกว่า มันมีโทษ แต่ในเมื่อเราปฏิเสธไม่ได้ว่าหนังสือประเภทนี้คือผู้เล่นหลักในตลาด และถ้าว่ากันแบบซีเรียสแบบปรัชญาสายอัตถิภาวะนิยมก็ต้องบอกว่า การกำเนิดขึ้นของทุกสิ่งบนโลกนี้ล้วนมีฟังก์ชั่นการใช้งาน คำถามที่ควรถามคือ ถ้าเราอยากลองอ่านฮาวทูสักเล่ม เราควรเลือกอย่างไร? เพราะแม้หลายองค์กรจะพยายามผลักดันให้หนังสือที่ออกมาสู่ตลาดปีละไม่ต่ำกว่า 2,000 ปกประเภทนี้มีมาตฐาน เช่น American Psychological Association (APA) เองก็ได้ร้องขอให้ สมาชิกนักจิตวิทยาของตน ผู้เขียนและตีพิมพ์หนังสือประเภทนี้ นำเสนอเนื้อหาอย่างสมเหตุสมผล ถูกต้องแม่นยำ หลีกเลี่ยงการนำเสนอตัวอย่างผิดๆ ผ่าน การทำให้ผู้อ่านรู้สึกตื่นเต้น (sensationalism), การพูดเกินความจริง (exaggeration),  หรือนำเสนอแบบฉาบฉวย (superficiality) กระนั้น ก็ต้องยอมรับกันตรงๆ ล่ะว่า ในมหาสมุทรหนังสือ ใช่ว่าหนังสือทุกเล่มจะดีทรงคุณค่าไปเสียหมด และนี่คือวิธีการเลือกหนังสือฮาวทูคร่าวๆ โดย ดร. Susan Krauss Whitbourne ศาตราจารย์ด้านจิตวิทยาจากมหาวิทยาลัย Massachusetts Amherst

 

                1.ตรวจสอบประวัติของผู้เขียนว่ามีคุณวุฒิที่เหมาะสมหรือไม่

                2.มองหนังสือเหมือนเวลาคุณมองหานักจิตบำบัด (ผลวิจัยจากมหาวิทยาลัย York โดย นักจิตวิทยา Rachel Richardson และผู้ร่วมงานของเธอเมื่อปี 2010 แสดงให้เห็นว่า หนังสือ self-help ที่ดีมักยึดแนวทางตามหลักของทฤษฎีที่ดีและได้รับการยอมรับ)

                3.พิจารณาคุณภาพของงานเขียนอย่างรอบคอบ

                4.ตัดสินใจทำอะไรสักอย่างเพื่อตัวเองไม่ว่าหนังสือจะช่วยกระตุ้นคุณหรือไม่

                5.หนังสือไม่ใช่เทพเจ้า อย่ากลัวที่จะวิจารณ์ เพราะสังคมแห่งการวิจารณ์จะนำมาสู่สิ่งที่ดีกว่าเสมอ

 

                และสุดท้าย เราขอยืนยันอีกครั้งว่า การเปลี่ยนแปลงอะไรก็ตาม มันควรเริ่มต้นจากตัวคุณเอง เพราะแม้หนังสือฮาวทูจะเป็นอีกหนึ่งในเครื่องมือที่ช่วยคุณได้ และอุตสาหกรรมเกี่ยวกับ self-help จะมีมูลค่ามากกว่า 11 ล้านดอลลาร์ในแต่ละปี แต่ข้อเท็จจริงที่ว่าในโลกนี้ยังมีคนที่ต้องทนทุข์กับภาวะวิตกกังวลถึงราว 40 ล้านคน ขณะ14.8  ล้านกำลังเผชิญกับภาวะซึมเศร้า และ 7.7 ล้านคนที่กำลังบอบช้ำจากความเครียด ก็ยังคงเป็นความจริง

 

 

 

อ้างอิงจาก :

http://abcnews.go.com/Business/story?id=86594&page=1

https://www.inc.com/matthew-jones/11-billion-reasons-self-help-industry-doesnt-want-you-to-know-truth-about-happiness.html

http://www.independent.co.uk/arts-entertainment/books/features/the-modern-fix-do-self-help-books-really-work-7466554.html

https://psychcentral.com/lib/the-pros-and-cons-of-self-help-books/

https://www.psychologytoday.com/blog/fulfillment-any-age/201205/five-things-you-need-know-about-self-help-books

https://www.standard.co.uk/lifestyle/what-ive-learned-from-reading-384-selfhelp-books-a3403516.html

https://www.stylist.co.uk/books/best-self-help-books-anxiety-wellness-depression/130168

https://www.theguardian.com/books/datablog/2017/mar/18/the-fall-and-rise-of-physical-book-sales-worldwide-in-data

http://www.ucalgary.ca/selfhelp/reports