• ช้อปครบ 599 ส่งฟรีภายใน 3 วันทำการ
  • ชำระเงินปลอดภัย

คุณยังไม่มีสินค้าในตะกร้า

Blog - ใช่สวยแต่รูป จูบก็หอม!? ฟังก์ชั่นของความงามคืออะไร นอกจากสวยไปวันๆ มันทำอะไรมากกว่านั้นได้อีกบ้าง?

ใช่สวยแต่รูป จูบก็หอม!? ฟังก์ชั่นของความงามคืออะไร นอกจากสวยไปวันๆ มันทำอะไรมากกว่านั้นได้อีกบ้าง?
โดย admin b2s 3/4/2018 14:50

“ความงามไม่มีฟังก์ชั่นอะไรมากไปกว่าความพออกพอใจที่ตัวมันสร้างขึ้นมา”—Immanuel Kant นักปรัชญาสายอัตถิภาวะนิยมคนดังเคยว่าไว้ทำนองนั้น

                ในสำนวนไทยก็มี “สวยแต่รูป จูบไม่หอม” ในสังคมตะวันตกที่ว่ากันว่าพัฒนาแล้วเองก็ยังมีมายาคติเกี่ยวกับ ‘สาวผมบลอนด์’ ตามสเตอริโอไทป์ที่ต้อง ‘เฟอะฟะ ไม่ปะสีปะสา’ เป็นต้น แต่ทำไมในยุคที่เราเทิดทูนฟังก์ชั่น ตามปรัชญา Less is more ‘เรื่องของหน้าตา’ จึงยังถูกจัดอยู่ในลำดับความสำคัญต้นๆ เสมอ—อย่าบอกว่า อุปกรณ์อย่าง แล็ปท๊อป แท็ปเล็ต หรือสมาร์ตโฟนที่คุณใช้อ่านบทความนี้ ไม่ได้มาจากการตัดสินใจในเรื่องความงามเป็นสำคัญ

                นักชีววิทยาเจ้าของทฤษฎี ‘การคัดสรรตามธรรมชาติ’ (Natural selection) อย่าง Charles Darwin เฝ้าหาคำตอบมาอย่างยาวนานว่าอะไรคือ “จุดประสงค์ของความงามตามธรรมชาติ?” เขาปฏิเสธแนวคิดที่ว่า มันก็แค่ผลลัพธ์แบบสุ่มเลือก โดยเชื่อว่าสีสันอันสวยงาม หรือลวดลายอันหลากหลายที่เราเห็นจากผีเสื้อ ปลา นก และสิ่งมีชีวิตอื่นๆ ต้องมีนัยยะบางอย่าง ก่อนจะเสนอทฤษฎีไว้ในงานเขียนชื่อ The Descent of Man and Selection in Relation to Sex ว่า ความงาม (ในธรรมชาติ) ‘คือผลลัพธ์ของการคัดสรรอย่างช้าๆ เพื่อตอบสนองความต้องการเรื่องเพศ’ 

                แต่หากโฟกัสไปที่คำว่า ‘หลากหลาย’ คำถามสำคัญคือ เราไม่มี ‘ความงามที่เป็นสากล (universal beauty)’ อย่างที่เข้ากันได้ดีกับสำนวนยอดนิยม ‘Beauty is in the eye of the beholder’ แบบนั้นหรือเปล่า แม้จะมีประโยชน์บางอย่างตามที่ Darwin เชื่อ แต่ความงามนั้นก็หลากหลาย เลื่อนไหล และสามารถล้ายุคตกสมัยได้หรือไม่?

                ...ซึ่งคำตอบคือ น่าจะใช่!

               

                “ถ้าฉันย้อนกลับไปอยู่ในยุคที่ Rubens (Paul Rubens—จิตรกรยุคบาโรก [ที่ค่ากลางความงามคือสาวอวบ] ชาวเฟลมิช) กำลังวาดรูป ฉันต้องถูกเทิดทูนอย่างกับนางแบบผู้เลอโฉมแน่ๆ”

                นักแสดงตลกหญิงพลัสไซส์นาม Dawn French เย้ยหยันไว้เช่นนั้นขณะเธอให้สัมภาษณ์กับ BBC เมื่อหลายปีก่อน คำตอบที่แสนเรียบง่ายนี้ช่างเจ็บแสบ เพราะหากมองให้ลึก พูดกันแบบจริงจัง ในสายธารประวัติศาสตร์ เรื่องของ ‘ความงาม’ นั้น แท้จริงแล้ว ก็ไม่อาจแยกขาดจากเรื่องราว ‘เชิงอำนาจ’ ได้เลย เอาแค่ในยุคสมัยของเราเอง คงปฏิเสธไม่ได้ว่า หน้าตาที่ดีกว่า ก็คือ ‘ต้นทุน’ ที่เหนือกว่า มากไปกว่านั้น หากมองย้อนกลับไป มันก็คือเครื่องมือที่ถูกหยิบมาใช้อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อลดเกียรติ ดูหมิ่น หยามหยัน และยึดสถานะ ‘การเป็นคนเท่ากัน’ ไปจากใครบางคนด้วยซ้ำไป

 

                 Sander Gilman นำเสนอไว้ได้อย่างน่าสนใจในงานเขียนของเขาที่ขุดคุ้ยลงไปในประวัติศาสตร์ของการทำศัลยกรรมเสริมความงามในโลกตะวันตก โดยบอกว่า ในศตวรรษ 19 ความเป็นมนุษย์ที่เหนือกว่า มักถูกกำหนดค่าผ่านเรื่องของความงาม และมาตรฐานของมันก็อาจวัดได้จากรูปร่างของจมูกที่แตกต่างในแต่ละชาติพันธุ์ เพื่อแบ่งเขาแบ่งเรา เช่น จมูกของคนดำเป็นสัญลักษณ์ของความป่าเถื่อน เพราะจมูกที่แบนเกินไปได้ถูกนำไปเชื่อมโยงกับลักษณะของจมูกของผู้ป่วยโรคซิฟิลิสซึ่งเป็นเครื่องหมายของบาป หรือเอาให้ชัด ก็อย่างเรื่องสีผิว ที่ถูกนำไปใช้เพื่อสร้างความชอบธรรมให้แก่การล่าอาณานิคมและการกดขี่กัน

                ความสำคัญของความงามจึงถูกส่งผ่านกันแบบรุ่นต่อรุ่น เปลี่ยนผันไปตามค่านิยมของยุคสมัย และย้อนกลับไปหาคำว่า ‘อำนาจ’ เสมอ—ทั้งในแง่ผู้กำหนดค่าความงาม และอำนาจในตัวของความงามเอง

                จึงไม่น่าแปลกใจที่เวลา 55 นาทีต่อวัน หรือ 14 วันต่อปีของคุณผู้หญิงทั่วโลกจึงถูกใช้ไปกับการแต่งหน้าทำผม และ 78% จากการสำรวจกลุ่มคนกว่าสองพันคนก็พบว่า เหตุผลที่ทำให้คนจำนวนมากยอมจ่ายเวลาเกือบหนึ่งชั่วโมงในแต่ละวันไปกับการแต่งตัวนั้น ก็เพราะมันทำให้พวกเธอ ‘รู้สึกดีกับตัวเอง’ นั่นเอง

                ผู้เขียนบทความนี้ก็ใช่ คุณผู้อ่านก็อาจด้วย — เราต่างเป็นหนึ่งในผู้คนจำนวนมากที่รู้สึกแย่กับรูปลักษณ์ของตัวเองไม่แง่ใดก็แง่หนึ่ง จมูกโตเกินไป อยากสูงมากกว่านี้ ทำไมถึงเกิดมาผิวเกรียมขนาดนั้น นั่นคือความทุกข์ทรมานจาก ‘ค่ากลางความงาม’ ที่ถูกกำหนดผ่านกลุ่มอำนาจของสังคม ซึ่งในสังคมปัจจุบัน มันก็เกิดจาก ‘การแปลงวัฒนธรรมเป็นสินค้า (Commoditization of Culture)’ ที่ตีกรอบตะล่อมค่าความงาม โดยใช้สื่อและเทคโนโลยีเป็นเครื่องมือสร้างอำนาจชี้นำมวลชนอย่างจริงจัง และเมื่อสินค้าทุกอย่างล้วนมีฟังก์ชั่นใช้งานเพื่อตอบสนองอะไรบางอย่างเป็นตัวชูโรง ความสวยความงามของสินค้า ไม่ว่าจะเป็น คน สัตว์ สิ่งของ สถานที่ ในยุคของเรา จึงมักผูกพันเข้มข้นผกผันกับ ‘การใช้งานดี’ อยู่เสมอ

                ไม่เชื่อก็ลองพิจารณาจากสิ่งรอบตัวอย่าง โทรทัศน์ บัตรเครดิต หรือไม่ก็โทรศัพท์ในมือ ที่เปลี่ยนตัวเองเข้าหาหลักการออกแบบยอดนิยมที่ผูกพันกับเรื่องความงามอย่าง ‘สี่เหลี่ยมผืนผ้าทองคำ (golden rectangle)’ กันอย่างคึกโครมมาตั้งแต่ช่วงเข้ายุค 2000 จนกระทั่งปี 2009 นักวิจัยจากมหาวิทยาลัย Duke ก็ค้นพบความเชื่อมโยงอย่างมีนัยสำคัญระหว่างหลักของการสร้างความงามนี้กับการใช้งาน โดยอธิบายว่า มนุษย์สามารถประมวลข้อมูล เช่น ข้อความ หรือรูปภาพ ภายใต้สี่เหลี่ยมผืนผ้ารูปแบบนี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

                แต่ถ้าถามว่า แล้วสะพานลอย เสาไฟฟ้า ป้ายโฆษณา ที่ดูจะฟังก์ชั่นกับวิถีชีวิตคนไทยเหลือเกิน หรือแม้กระทั่งเว็บไซต์ขายของออนไลน์ที่มีลูกค้ามหาศาลอย่าง eBay (ย้อนกลับไปเวอร์ชั่นปี 1997 เว็บ eBay ผิดหลักออกแบบเว็บไซต์ชนิดพินาศมากกว่านีี้ กล่าวคือพวกเขายัดทั้งแบนเนอร์ ปุ่มต่างๆ และโลโก้มหึมามาแสนขัดตาลงไปในหน้าเว็บไซต์) นั้น มีความงามซ่อนอยู่หรือไม่ ผู้เขียนคงกระอักกระอ่วน และต้องขออภัย ก่อนกระซิบเบาๆ ว่า “มันไม่ตรงกับ ‘รสนิยม’ ของเราเองซะเลย!”

                พูดอีกแง่ แม้เราจะมีความงามที่เป็นสากลอยู่บ้างตามหลักวิทยาศาสตร์ เช่น กฎสี่เหลี่ยมผืนผ้าทองคำดังที่กล่าวไป หรือการที่นักวิทยาศาสตร์ค้นพบว่า รูปทรงโค้งเว้าแบบตัว U ทำให้เราเกิดอารมณ์สงสัยใคร่รู้และดึงดูดเราเข้าหา ซึ่งนั่นคือเหตุผลที่ว่า ทำไมท่านชายถึงหลงใหลกับสาวๆ ที่มีสัดส่วนโค้งเว้ามากกว่าสัดส่วนตรงๆ ตันๆ หรือกระทั่งการพยายามทำให้เรื่องความงามกับฟังก์ชั่นเป็นเรื่องเดียวกันในยุคปัจจุบัน แต่ในเรื่องดีเทลของแต่ละคนแล้วนั้น ‘รสนิยม’ ของเราล้วนก็ประกอบสร้างมาจากสิ่งที่เราสะสมมาระหว่างเติบโต ซึ่งอาจแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงก็เป็นได้ และนั่นเองที่ทำให้รสนิยมเรื่องความงามเป็นเรื่องเฉพาะบุคคล—is in the eye of the beholder อะไรทำนองนั้น จึงไม่น่าแปลกใจที่ ‘ความงาม’ จะถูกจัดอยู่ในหมวด ‘อภิปรัชญา’ ร่วมกับ ‘ความจริง’ และ ‘ความดี’ ซึ่งเป็นหัวข้อชนิด ‘ไก่กับไข่อะไรเกิดก่อน?” ที่ถ้ายกขึ้นมาถกกันเมื่อไร ก็รังแต่จะทำให้เกิดอาการไมเกรนกินหัวเสียทุกครั้งไป

                แล้วสำหรับเรา ในฐานะมนุษย์ปุถุชนธรรมดา ที่ต้องยอมรับว่า ไม่ว่าความงามจะเกิดมาจากการกำหนดค่าของกลุ่มผู้มีอำนาจในสังคม จนเกิดภาวะ halo effect แห่ๆ ต่อแถวชื่นชมความงาม หรือประณามความอัปลักษณ์ในรูปแบบเดียวตามๆ กันไป หรือเกิดมาจากปฏิกิริยาเคมีในสมองตามหลักวิทยาศาสตร์ หรือแม้มันจะเป็นแค่รสนิยมส่วนตัวของเราเอง เราก็ยังยอมตกเป็นออเจ้าผู้ซื่อสัตย์ที่จะตามรักพี่หมื่นรูปงามทุกชาติไป คำถามคือ เราจะรู้เท่าทันมันได้อย่างไร?

               

                “แค่เป็นคุณ เท่านั้นก็พอ”

                ด้านบน คือคำยืนยันของ Lizzie Velasquez มนุษย์ที่ถูกเรียกว่าหญิงสาวที่อัปลักษณ์ที่สุดในโลก ผู้กลายมาเป็นแรงบันดาลใจของคนที่ทนทุกข์ทรมานกับเรื่องความงามทั่วโลก Velasquez ป่วยเป็น 'โรคไร้ไขมัน' ตั้งแต่กำเนิด แม้เธอจะผ่านการรักษามามากมายเพียงใด แต่เธอก็ยังผอมติดกระดูก และมีน้ำหนักตัวแค่ 27 กิโลกรัม ขณะที่ยังต้องทานอาหารถึง 60 มื้อต่อวัน เพื่อทำให้ร่างกายได้รับแคลอรีประมาณ 5,000-8,000 แคลอรี และทำให้ตัวเองมีชีวิตอยู่รอด

                แน่นอน คำตอบของเธออาจฟังดูง่าย และการเป็นตัวของตัวเองโดยไม่ต้องพยายามเป็นคนอื่นนั้นดีแน่ แต่หากพิจารณาดีๆ เราจะพบว่า ข้อแนะนำนี้ก็ช่างทำได้แสนยากเย็นเหลือเกิน เพราะในโลกความจริง หากไม่ใช่พระใช่ชี ผู้ปรารถนาจะออกธุดงค์ไปในป่าลึกอันห่างไกล เราจะเป็นตัวเอง ในขณะที่คนอื่นย้ำนักย้ำหนาทั้งทางตรงและทางอ้อมว่า เราแสนน่าเกลียดได้อย่างไร สารภาพตามตรงว่า หากไม่ใช้คำว่า ‘ปลง’ เราก็จนปัญหา แต่ถึงอย่างไรมันก็ยังมีชุดข้อมูลเชิงวิทยาศาสตร์อีกจำนวนมากที่สามารถช่วยปลอบใจ และยืนยันว่า ฟังก์ชั่นและหน้าตาไม่ได้สัมพัทธ์ผกผันเป็นน้องเกี่ยวก้อยผู้อยากปรองดองกับความงามเสมอไป เพราะของบางอย่าง แม้จะไม่ตรงตามค่านิยมของยุคสมัย แต่มันก็มีฟังก์ชั่นที่ทรงคุณค่าในตัวเอง ลองส่งกระจก แล้วดูจมูกโตๆ นั่นก็ได้ ขณะที่มีผู้คนมากมาย (ในสหรัฐฯ ถึงปีละ 50,000 คน) ยอมทนเจ็บศัลยกรรมเปลี่ยนรูปทรงจมูกของตัวเอง นักวิจัยกลับพบว่า จมูกโตๆ กลับสามารถป้องกันแบคทีเรีย และการติดเชื้อโรคในอากาศได้ดีกว่าอย่างมีประสิทธิภาพ

                ในที่นี้ ก็ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจแล้วว่า คุณจะให้ค่ากับ ‘ฟังก์ชัน’ หรือ ‘หน้าตา’ มากกว่ากัน

                ซึ่งไม่ว่าจะเลือกข้อไหนนั้นก็คงไม่ผิด ไม่ว่าคุณจะเป็นตัวเองในรูปแบบใด ในจมูกเก่า หรือรูปแบบใหม่ ในเมื่อหัวใจภายในได้เลือกแล้ว ไม่ว่าฟอลโลว์ ‘ฟังก์ชัน’ หรือ ‘หน้าตา’ มันก็ไม่ได้หมายความว่าคุณจะกลายเป็นคนอื่นเสียเมื่อไหร่!

 

 

อ้างอิง

http://www.cracked.com/article_19964_5-scientific-reasons-youre-better-off-being-unattractive.html

https://www.fastcodesign.com/1671902/science-explains-why-humans-covet-beautiful-things

http://www.nytimes.com/2013/02/17/opinion/sunday/why-we-love-beautiful-things.html

http://science.jrank.org/pages/8445/Beauty-Ugliness-Function-Beauty.html

https://www.wired.com/2011/07/why-does-beauty-exist/