• ช้อปครบ 599 ส่งฟรีภายใน 3 วันทำการ
  • ชำระเงินปลอดภัย

คุณยังไม่มีสินค้าในตะกร้า

Blog - หนีตายจากเส้นตายยังไงดี? 5 วิธีจากนักสร้างสรรค์ผู้รอดชีวิตมาบ่อยครั้่ง

หนีตายจากเส้นตายยังไงดี? 5 วิธีจากนักสร้างสรรค์ผู้รอดชีวิตมาบ่อยครั้่ง
โดย admin b2s 15/2/2018 10:40

“งานหนักไม่เคยฆ่าใคร”

 

ดูเหมือนจะเป็นวิธีคิดไม่น่าจะเวิร์กสำหรับยุคนี้ เพราะเคสที่คนโหมงานหนักจนถึงขั้นเสียชีวิตมีให้เห็นกันบ่อยๆ ในหลายประเทศ ภาพลักษณ์ของคนทำงานหนักอยู่ตลอดเวลา อาจไม่ได้หมายถึงคนที่ประสบความสำเร็จเสมอไป เบื้องหลังอาจปรากฏความพังพินาศในการจัดการชีวิตที่ไม่คูลเอาเสียเลย เพราะร่างกายไม่ได้มีไว้เพื่อให้ทำงานได้ตลอดเวลาเหมือนอย่างเครื่องจักร (ซึ่งบางทีเครื่องจักรอาจยังต้องพักเสียด้วยซ้ำ)

 

งานหนักก็ว่าหนักแล้ว แต่ถ้ายิ่งมีคำว่า ‘เดดไลน์’ ใกล้เข้ามา ไม่ว่าจะเป็นฟรีแลนซ์หรือทำงานประจำ ก็ยิ่งทำให้ใครหลายคนต่างหากวิธีเอาตัวรอดในแบบฉบับของตัวเอง เอาตัวรอดกันได้บ้าง บาดเจ็บล้มตายกันไปบ้าง แต่ก็ไม่มีสูตรสำเร็จใดๆ ที่มาการันตีได้ว่างานจะเสร็จได้ทันเดดไลน์เสมอไป นอกเสียจากการวางแผนทำงานไว้แบบเป๊ะๆ รัดกุมแบบสุดๆ เท่านั้น ซึ่งก็เชื่อเหลือเกินว่าเป็นไปได้ยากที่จะสามารถคอนโทรลทุกอย่างให้เป็นไปตามแผนได้

 

เราจึงลองไปถาม 5 คนทำงานอาชีพที่ได้ชื่อว่าทำงานหนัก ดูว่าพวกเขามีเคล็ดลับอะไรในการเอาตัวรอดจากเดดไลน์ที่กำลังใกล้เข้ามาทุกที การจัดการกับงานที่ล้นเกินลิมิต หรือเมื่อต้องเผชิญกับอุปสรรคต่างๆ ทั้งเรื่องร่างกายและจิตใจ จะมีวิธีไหนกันที่ช่วยให้สามารถทำงานได้เสร็จทันตามเป้าหมาย

 

 

การทำน้อยได้มาก

 

เอกสิทธิ์ ไทยรัตน์

นักเขียนบทภาพยนตร์และนักวาดการ์ตูน

 

เมื่อรู้ตัวว่าปริมาณงานที่ต้องทำกับเดดไลน์ไม่สัมพันธ์กัน ต้องใช้สกิลไหนเพื่อเอาตัวรอดให้ได้

 

สกิลของเรามีหลายส่วน อยู่ที่ว่าเป็นงานเกี่ยวกับอะไร ถ้าใกล้เดดไลน์มันคือสกิลการเอาตัวรอดเหมือนการหนีตาย หัวจะคิดงานออกช่วงนั้นพอดี พอคิดได้แล้ว ปัญหาคือจะทำยังไงให้ทัน เพราะเพิ่งคิดได้ ซึ่งถ้าเป็นการ์ตูน อย่างแรกคือใช้สกิลส่วนตัวที่ถนัดที่สุด หมายถึงจะไม่วาดอะไรที่ไม่เคยวาดมาก่อน เราจะถนัดวาดคนระยะใกล้ๆ ทำให้วาดฉากน้อย แต่บางทีการใกล้มากๆ คนจะคิดว่าเผาอีก เลยต้องใช้สกิลในการเก็บให้เนี๊ยบ อย่างคิ้ว ลูกตา ไรผม อารมณ์ต่างๆ ทำให้ดูไม่เผา และงานที่เราคิดต้องเอื้อต่อการใช้ภาพในการเล่าใกล้ๆ ด้วย ต้องเป็นแนวกดดันหน่อย ภาพใกล้จึงทำหน้าของมันตรงนั้นได้ เป็นการเลือกเทคนิคที่ถนัดที่สุดและไวที่สุด เพราะฉะนั้นจึงไม่สามารถทดลองอะไรใหม่ๆ ได้เลย สกิลอีกอย่างคือ การทำน้อยได้มาก อย่างเช่นภาพวิวกว้างๆ เห็นคนยืนไกลๆ จะเป็นการทำมาก แต่ได้น้อย แต่ถ้าเป็นเรื่องผีๆ เปิดหน้ามาเห็นภาพผีเต็มๆ จะอิมแพ็คกว่า นี่คือทำน้อย แต่ได้มาก

 

ตอนที่รู้สึกว่าง่วงมาก แต่ต้องปั่นงานต่อ ใช้วิธีอะไรให้สามารถลุยงานต่อได้

 

กาแฟสำหรับเราไม่ค่อยช่วยเท่าไร จะมีช่วงหนึ่งที่ปั่นงานบ่อยๆ จะใช้การฟังเรื่องผี สมัยก่อนที่ยังมีรายการเดอะช็อคก็เปิดฟัง ทำให้ตาโตโดยที่ไม่ต้องกินกาแฟและไม่กล้าหลับเลย หรือถ้าเปิดเพลงก็ต้องมีจังหวะตื๊ดๆ ดังๆ หน่อย เปิดชิลล์ๆ นี่ไปแน่นอน ถ้าไม่ไหวจริงๆ เมื่อก่อนจะฝืนลากยาวจนเช้าได้เลย แต่ตอนนี้ต้องนอนก่อน นั่งต่อไปก็ไม่มีประโยชน์ นอนแล้วตั้งนาฬิกาตื่นขึ้นมาแปรงฟันอาบน้ำแล้วกลับมาเขียนใหม่ดีกว่า สังเกตได้ว่าทำงานตอนเช้าๆ งานจะออกมาดีกว่าฝืนทำงานตอนกลางคืน แต่ก็มีบางครั้งที่ง่วงจัดๆ ก็ต้องฝืนต่อ เพราะว่าเขียนเริ่มติดแล้ว จนความง่วงมันจะหายไปเอง เหมือนอย่างตอนปวดอึมากๆ ถ้าไม่ได้อึ สักพักมันจะหายไปเลย แต่อย่างนี้ก็ไม่ดี เพราะจะไปพังเอาทีหลัง ร่างกายเตือนอะไร ก็ฟังๆ ร่างกายบ้าง อย่าไปฝืนตลอด

 

อยากแนะนำอะไรถึงคนที่ต้องทำงานกับเดดไลน์ตลอดเวลา

 

ความรับผิดชอบอันใหญ่ยิ่งก็ยิ่งต้องทำให้สำเร็จ ต้องเข้าใจว่างานแต่ละชิ้นมีหลายคนที่ต้องรอเราอยู่ ซึ่งเลทมันไม่ใช่เลทแค่เรา แต่มีจะส่งผลกระทบไปยังคนอื่นด้วย ทางที่ดีที่สุดต้องวางแผนให้ดี ต้องประเมินสกิลตัวเองหน่อย อย่าฝืนมาก และอย่าประมาทกับเวลามากเกินไป คิดว่าไม่มีเวลาไว้ก่อนดีกว่า ควรจะต้องมีเดดไลน์ชัดเจน เพราะการมีเดดไลน์แบบหลวมๆ ไม่เกิดประโยชน์เลย หรือที่สุดแล้วไม่ทันจริงๆ ก็มีสกิลสุดท้ายคือการโทรไปเลื่อนงาน เป็นทักษะที่ชั่วร้ายนิดหนึ่ง แต่ก็เป็นสิ่งที่จำเป็นต้องทำ

 

 

รีแลกซ์กับอย่างอื่น

 

นักรบ มูลมานัส

ศิลปิน กราฟิกดีไซเนอร์ และนักทำภาพประกอบ

 

มองว่าการมีเดดไลน์กับไม่มีเดดไลน์ อย่างไหนทำให้งานออกมาดีกว่ากัน

 

จริงๆ รู้สึกว่าไม่ค่อยแตกต่างเท่าไร เพราะทุกอย่างขึ้นอยู่กับลูกค้ามากกว่า มันเป็นช่วงเวลาที่กำหนดมาแล้ว สำหรับเราคือถ้ามีเดดไลน์ที่ไม่ค่อยแน่นอน จะทำให้เราเอื่อยๆ หน่อย เราจะเป็นประเภทแบบหาข้อมูล หาไอเดียไปเรื่อยๆ ทำให้ไม่จบสักที เพราะฉะนั้นการมีเดดไลน์ไว้แล้วเหมือนเป็นการปักเป้าหมายไว้แล้ว

 

สมมติมีเวลาคืนเดียวในการส่งงาน มีเทคนิคอะไรให้สามารถเอาตัวรอดได้

 

ถ้าลูกค้าอยากได้งานภายในหนึ่งคืน เขาก็ต้องตระหนักถึงเงื่อนไขที่มี ว่ามีเวลาให้เท่านี้ งานอาจจะออกมาแบบไม่ได้เต็มที่มาก ลูกค้าก็ต้องเคารพในการตัดสินใจของเขาเองด้วย ผลลัพธ์ที่ออกมาในงานคอลลาจของเราอาจจะไม่ได้มีองค์ประกอบอะไรใหม่ๆ หรือแตกต่างจากงานเก่าๆ ที่ทำมา สิ่งที่ทำอาจจะต้องเป็นสิ่งที่ใกล้ตัวและถนัดที่สุด แต่ยังไงก็ต้องทำให้ได้ตามมาตรฐานของเรา จะไม่ปล่อยงานออกมาไม่ดี จะรู้สึกผิดมากๆ ถ้างานออกมาแล้วเราไม่ชอบ เราต้องทำให้ตัวเองชอบก่อน ถ้าคิดว่าจะสร้างปาฏิหาริย์ให้ได้ภายในหนึ่งคืนก็จะพยายามกินกาแฟเยอะๆ หรือไปเอ็กเซอร์ไซส์หน่อย แล้วกลับมาทำต่อ ก็ได้ผลประมาณหนึ่ง หรือถ้ามีการจมจ่อมกับงานมากเกินไป ทำให้เราคิดไม่ออก ต้องหาเวลาไปรีแลกซ์กับอย่างอื่นประมาณสิบนาทีแล้วกลับมา ทำให้ได้งานมากขึ้น จะใช้วิธีการแก้ไขปัญหาอย่างอื่นมากกว่าการฝืน วิธีการอีกอย่างคือการหาผู้ช่วยหรือเพื่อนที่เรารู้ว่าเขาว่างที่จะช่วยทำได้ เหมือนแบ่งหน้าที่ไป ซึ่งเป็นเรื่องการบริหารจัดการมากกว่า

 

อยากแนะนำอะไรถึงคนที่เป็นฟรีแลนซ์ด้วยกัน

 

สมัยก่อนจะมีความเชื่อว่าการเป็นฟรีแลนซ์ที่รับงานมากจนทำไม่ทัน เป็นความคูลอย่างหนึ่ง แบบเท่มากที่งานเยอะ แล้วก็ได้บ่นใส่เฟซบุ๊กว่าทำงานจนไม่ได้หลับไม่ได้นอนเลย เรานี่เหมือนพี่ซันนี่ในเรื่องฟรีแลนซ์ฯ เลย แต่วัยหลังจากอายุยี่สิบห้าไปแล้ว รู้สึกว่ามันไม่คูลแล้ว มันทำให้เราต้องไปหาหมอ เพราะข้อมือเสื่อม ปวดหลัง เป็นออฟฟิศซินโดรม ขณะเดียวกันอาจจะมีความรู้สึกหนึ่งที่เอ็นจอยกับการได้ทำงานหนัก อดหลับอดนอน แต่ถึงจุดหนึ่งร่างกายกับจิตใจจะเตือนว่าอย่างนี้ไม่โอเคแล้ว เราก็ต้องหาวิธีหาบริหารจัดการ คือต้องเลือกรับในสิ่งทำได้และบริหารจัดการได้ สกิลอีกอย่างที่สำคัญคือเราต้องมีความเข้าใจตัวเองและเข้าใจลูกค้า ต้องเลือกงานที่โอเคกับตัวเอง รู้ว่าอะไรทำได้และไม่ได้ รู้ขีดความสามารถของตัวเอง เช่น งานนี้เราไม่สามารถเนรมิตได้ภายในหนึ่งคืน ก็ต้องไม่รับ เพราะเคยรับจนฉิบหายวายวอดมาแล้ว ได้นอนจะเท่กว่าไม่ได้นอน

 

 

ถ้าสติหลุด โยนให้คนอื่นทำ หรือเลื่อนส่งไปเลย

 

ศิวะภาค เจียรวนาลี

บรรณาธิการบริหารนิตยสาร a day

 

มองว่าอะไรคือข้อดีของการมีเดดไลน์

 

เดดไลน์มีแล้วดี แต่ประเด็นคือจะมีระดับที่พอดีของมันอยู ซึ่งการใช้เดดไลน์ทำให้งานมีประสิทธิภาพ ไม่ใช่มีแล้วทำให้งานด้อยลง จากประสบการณ์จะรู้ว่างานระดับนี้จะใช้เวลาเท่าไร เราค่อนข้างเชื่อเดดไลน์เพราะมันเป็นสิ่งที่พิสูจน์แล้วว่างานไหนที่ไม่ได้วางเรื่องเวลาไว้ จะคุมไม่ได้ แล้วโดยธรรมชาติส่วนตัวคือชอบให้งานมันเกิดขึ้น จะต้องลงมือ แล้วเดดไลน์จะเป็นตัวช่วยให้เกิดขึ้นจริงได้ ปกติ a day แต่ละเล่มใช้เวลาทำเฉลี่ยประมาณเดือนครึ่งถึงสองเดือน ช่วงแรกจะหมดไปกับการลงไปในบ่อข้อมูล ซึ่งเวลาทำจริงๆ อาจจะไม่ได้ยาวมาก อาจจะสักสองอาทิตย์ในการเขียน จากนั้นก็จะเป็นขั้นตอนของการปรูฟและทำเลย์เอาท์ประมาณอีกหนึ่งสัปดาห์ กรอบเวลาแบบนี้ทำให้เราวางแผนถูกว่าวันนี้ๆ ควรจะทำอะไร ซึ่งจริงๆ ก็ไม่ได้เป๊ะทุกงาน บางงานเราก็ยอมแลกให้เกินเดดไลน์ บางครั้งต้องจำใจเลื่อนการปิดเล่ม แต่จะดูก่อนว่าได้อะไรมาบ้าง ซึ่งจะมีช่วงเวลาในใจว่าจะไม่ให้เกินวันที่เท่านี้ จะมีกำหนดวันไว้ว่าจะทำงานได้ถึงเมื่อไร

 

เมื่อรู้ว่าร่างกายเริ่มป่วย แต่งานก็จำเป็นต้องเสร็จ ส่วนตัวใช้วิธีการไหนในการเอาตัวรอด

 

จะมีอาการป่วยสองแบบ แบบแรกคือป่วยจริงๆ คือทำอะไรไม่ได้เลย ก็ตัดไป อย่างที่สองคือรู้สึกว่าตัวเองแย่ แต่ว่ายังพอทำอะไรต่อไหว สิ่งที่จะแก้คือเปลี่ยนการทำงาน มีไม้ตายหนึ่งที่เราจะเอามาใช้ภายใต้เวลาจำกัด คือเป็นเทคนิคการเขียน เราจะรู้ว่าการเขียนแบบเดิมที่วางไว้ไม่ได้ผล จึงเปลี่ยนเป็นเขียนยังไงให้ง่ายขึ้น เขียนให้น้อยลง หรือวางโครงสร้างให้เป็นข้อๆ ทำให้จบได้เร็วขึ้น โดยที่ไม่ต้องมานั่งคิดตัวเชื่อมระหว่างย่อหน้า เป็นแทคติกในการเขียน เพราะรู้ว่าถ้าทำงานด้วยสไตล์เดิม มันไม่มีทางเสร็จทันอยู่แล้ว แต่จะง่ายขึ้นอีกถ้าเราไม่ได้ทำงานอยู่คนเดียว เช่นเขียนเสร็จแล้วก็อาจจะให้ปรูฟหรือให้คนที่ไว้ใจได้ช่วยสกรีนอีกรอบหนึ่ง เพราะรู้ว่าร่างกายเราไม่สามารถดูได้ละเอียดเท่าเดิม อาจจะหลุดได้ การโม่งานให้เสร็จต้องใช้พลังร่างกายสุดๆ ถ้าเกิดว่าสติหลุดแล้ว ต้องฟุบลงไปตรงนั้นจริงๆ ร่างกายบังคับให้ต้องพักแล้ว วิธีการที่ดีกว่าคือจัดการมัน ถ้าโยนให้คนอื่นทำได้ก็โยนเลย หรืออาจจะเลื่อนส่งไปเลย

 

อยากฝากอะไรถึงคนที่ต้องทำงานหนักในขณะที่ต้องรับผิดชอบชีวิตด้านอื่นด้วย

 

ดูแลตัวเองก่อน คือคนทำงานวงการนี้ทุกคนอยากทำงานให้ดี แต่การทำงานให้ดีไม่ใช่แค่การตั้งใจทำงานเฉยๆ มันคือการรักษาร่างกายให้มีศักยภาพในการทำงานนั้นให้ดี เพราะการทำงานดีไม่ได้เรียกร้องแค่เก่งไม่เก่งอย่างเดียว ซึ่งบางคนไม่รู้ความจริงข้อนี้ แต่บางคนรู้ก็จัดการได้อย่างไม่บาลานซ์กัน บางคนก็ออกกำลังกาย แต่ออกหนักไปจนไม่ได้ทำงาน หรือบางคนออกเบาไปจนไม่แข็งแรงพอ เรามองว่าเป็นการรู้ตัวเราว่าอยู่ในระดับไหนและทำอะไรได้บ้าง อย่างส่วนตัวเราพอมีครอบครัวแล้ว จำเป็นมากที่จะต้องจัดการเวลาให้ได้ เพราะถ้าถึงเวลาที่ควรจะหยุดแต่ต้องมาทำงาน มันจะแย่มาก สมาธิจะเสียตอนทำงานและส่งผลให้ทุกอย่างแย่ลงไปหมด คนที่อยู่ในครอบครัวคุณจะมองว่าทำไมคุณทำงานตลอดเวลา เรารู้ว่าบางคนอาจเป็นเรื่องยาก แต่มันไม่มีทางอื่นเลย ถ้าไม่ลดงานตัวเองลงก็ต้องมีสมาธิกับงานให้มากๆ เพื่อให้จบงานได้เร็ว และมีเวลาไปทำอย่างอื่นได้เยอะขึ้น

 

 

รู้ตัวเอง

 

มานิตา ส่งเสริม

กราฟิกดีไซเนอร์

 

ปกติมีการวางแพลนการทำงานเพื่อให้เสร็จตามเป้าหมายอย่างไร

 

ควรรู้มาตรฐานเวลาการทำงานของตัวเองก่อน ว่างานสเกลงานชิ้นหนึ่งเราใช้เวลาเท่าไรที่จะควบคุมให้เสร็จทัน เพราะอย่างอาทิตย์หนึ่งไม่ได้มีงานชิ้นเดียว สำหรับเราคือขั้นตอนการคิดจะใช้เวลามากกว่าขั้นตอนการทำ เราเลยใช้เวลากับตรงนี้พอสมควร บางทีมีงานหลายชิ้นก็จะหาไอเดียหรือคอนเซปต์แต่ละงานไว้ก่อน เพราะถ้ามีจุดให้ไปต่อได้จะทำให้สบายใจกว่า

 

คิดว่าการมีเดดไลน์มาบีบกับไม่มีเดดไลน์ ให้ผลลัพธ์ของงานแตกต่างกันไหม

 

ถ้าเป็นช่วงเรียนเราคิดว่าต่าง อาจเพราะเดดไลน์ในตอนนั้นคือการทำงานส่งวันต่อวัน แล้วเวลาค่อนข้างจำกัดทำให้กดดันมาก แต่พอมาทำงานจริงมันกลายเป็นว่าถึงงานจะไม่มีเดดไลน์ เราก็อดที่จะตั้งเดดไลน์ให้กับตัวเองไม่ได้ เพราะไม่อย่างนั้นงานจะไม่จบสักที การตั้งเดดไลน์ของงานกลายเป็นการประเมินความเหมาะสมของทั้งลูกค้าและตัวเราเอง อย่างเรื่องการต้องทำงานโต้รุ่งให้ทันเดดไลน์ เราเองก็พยายามไม่ให้เกิดเหตุการณ์นี้ อย่างปัญหาที่เราเจอ สาเหตุที่ต้องทำงานโต้รุ่งมันเป็นผลพวงแบบโดมิโน เช่น การส่งต่อไฟล์ล่าช้ามาเป็นทอดๆ หรือการสรุปงานแบบไม่ไฟนอลสักที แรกๆ เราก็ค่อนข้างเครียดนะ แต่สุดท้ายก็ต้องเสร็จให้ทันอยู่ดี

 

อยากแนะนำอะไรถึงคนที่ต้องทำงานหนักอยู่ตลอดเวลา

 

นอกจากสกิลการทำงานต่างๆ แล้วคงเป็นการรู้ตัวเอง รู้ถึงการจัดการเวลาและความสามารถในการทำงาน เราถนัดหรือไม่ถนัดอะไร ต้องมีความรับผิดชอบ รับงานมาแล้วก็ต้องมีความสามารถในการปิดงานให้เสร็จ สำคัญคือการเคารพตัวเอง คิดไปถึงว่างานที่ออกมามันมีเครดิตเราอยู่ เพราะฉะนั้นก็ต้องทำให้ดีที่สุด และอยากแนะนำว่าดูแลตัวเองด้วย เราเคยอยู่ในจุดที่บ้างานมากๆ พยายามจะให้งานออกมาสมบูรณ์แบบทุกอย่าง แต่สุดท้ายก็รู้ว่างานบางอย่างเราไม่สามารถทำหรือเปลี่ยนแปลงด้วยตัวคนเดียว พยายามรักษาสมดุลและรักษาความเป็นตัวเองให้ได้ ถ้ารู้สึกเหนื่อยก็พักเถอะนะ สักครึ่งชั่วโมง พักสายตา พักสมอง หาเพลงฟัง อาบน้ำก็ช่วยได้ เพราะถ้าฝืนก็อาจจะแย่กว่าเดิม

 

 

ทำให้ได้ตามความสามารถที่เราทำได้

 

รักกิจ ควรหาเวช

ศิลปินสตรีทอาร์ตและกราฟิกดีไซเนอร์

 

งานสายสตรีทอาร์ทส่วนใหญ่มักเจอปัญหาอะไรและมีวิธีแก้ไขยังไง

 

ตั้งแต่ที่ทำมายังไม่เคยเจอปัญหาที่เกิดจากตัวเอง พอเขาให้เวลาแค่ไหนก็เสร็จตามนั้น คือพอเราทำงานเยอะขึ้นทำให้คุมระยะเวลาทำงานได้ดีขึ้น ซึ่งปัญหาบางทีไม่ได้อยู่ที่เราทำงานไม่ทัน แต่จะเป็นปัญหาเช่นการย้ายสถานที่ การรอพื้นที่ตรงนั้น เพราะส่วนใหญ่สถานที่ที่ไปพ่นคือเป็นตึกที่ยังสร้างไม่เสร็จ บางทีก็ต้องรอเขาเคลียร์พื้นที่ให้เราทำงานได้ ทำให้เสียเวลาช่วงนั้น ครั้งหนึ่งไปทำงานที่ดูไบ ติดปัญหาเรื่องอุปกรณ์คือความสูงของรถเครนไม่พอ แล้วมีการย้ายกำแพงด้วย ทำให้เลทมาก เป็นปัจจัยนอกเหนือจากการทำงานปกติ ขณะเดียวกันก็มีปัจจัยเรื่องร่างกายด้วย มีอยู่ครั้งหนึ่งเคยไปทำงานที่หอศิลป์ฯ ตอนนั้นเขาให้เวลาสามวัน วันแรกทำยาวทั้งวันเลย แต่พออีกวันปวดหลังต้องเข้าโรงพยาบาล เลยต้องขอเบรกวันหนึ่ง จนกลับไปทำให้เสร็จในวันที่สาม คือถ้าไม่ไหวก็ต้องหยุด เพราะงานสตรีทอาร์ตต้องใช้ร่างกายพอสมควร ถ้าไปฝืนร่างกายอาจจะพังเอา แต่ถ้าไม่ทันจริงๆ เราคุยกับลูกค้าได้ เพราะงานประเภทนี้ไม่ได้มีเครื่องทุ่นแรงอะไรมากมาย เวลาจบงานก็ต้องจบด้วยตัวเอง ถ้าลูกค้าเข้าใจก็น่าจะวินวินกันทั้งคู่

 

มีเคล็บลับอะไรให้ทำงานเสร็จทันตามเดดไลน์

 

เคล็ดลับคืออยู่ที่ตัวเอง ต้องรู้ขีดจำกัดของตัวเอง สมมติเราคิดงานไปยากมากๆ ในวันสองวันไม่มีทางทำเสร็จอยู่แล้ว ตรงนี้เราจะรู้โดยประสบการณ์ เมื่อก่อนรุ่นพี่ชวนไปพ่น คนอื่นเขาทำเสร็จหมดแล้ว แต่เรายังไม่เสร็จ เพราะคิดงานยากเกินไป เลยต้องประเมินตัวเองก่อน ว่าลิมิตมีแค่ไหน ส่วนรูปแบบการทำงานมันสามารถปรับเปลี่ยนได้ ต้องทำให้ได้ตามความสามารถที่เราทำได้ เคยเจอปัญหาหนึ่งที่อินเดีย มีเวลาทำแค่วันเดียว กำแพงสูง 8 เมตร แล้วเขาให้ปีนนั่งร้านขึ้นไปพ่น ไม่ได้มีเซฟตี้อะไรด้วย เมื่อก่อนทำงานกราฟิกดีไซน์นั่งแต่หน้าคอม ไม่ได้ปีนป่ายเหมือนช่างที่ชำนาญแล้ว ทำให้ยากมาก ซึ่งเราสามารถปีนสูงสุดได้แค่ 7 เมตร ก็ต้องไปคุยต่อรองว่าทำได้แค่นี้ ดีกว่าไม่ทำเลย คือใช้วิธีปรับอาร์ตเวิร์กให้เหลือเท่าที่เราปีนได้ เพราะถ้าเกิดอุบัติเหตุขึ้นมาเราไม่สามารถทำงานต่อได้ ทำให้แย่ทั้งสองฝ่าย ต้องหาวิธีแก้ปัญหา ต้องรู้ว่าข้อจำกัดของเรามีอะไรบ้าง และคุยกับลูกค้าให้เคลียร์แต่ทีแรก ใช้ทักษะการต่อรองหน่อย

 

มีข้อแนะนำอะไรสำหรับคนที่เป็นฟรีแลนซ์ด้วยกัน

 

การเป็นฟรีแลนซ์จริงๆ งานโคตรหนักเลย เหมือนเราทำงานตลอดเวลา อย่างพนักงานออฟฟิศวันหยุดคือได้หยุด แต่เราไม่ได้มีวันหยุดเหมือนคนอื่น เป็นฟรีแลนซ์ก็ควรเลือกรับงานตามความสามารถของตัวเอง เพราะทุกงานเป็นการเอาตัวรอดหมด ถ้ามีความชำนาญมาก จะรับเยอะก็ไม่มีปัญหา แต่ถ้ารู้สึกว่างานมันล้นเกิน คิดงานไม่ทันก็จะไม่ดีกับตัวเอง ยิ่งถ้าโลภมากทำมาก งานก็จะเริ่มไม่ค่อยแตกต่างกันเท่าไร ไม่มีการพัฒนา แต่ถ้าเราตั้งใจทำให้ดีๆ เลย จบแล้วค่อยรับงานใหม่ ขีดความสามารถในการทำงานก็จะดีกว่ารับงานล้นๆ มา มันอยู่ที่การจัดการ บางทีถ้าตั้งกฎขึ้นมาสักหน่อย จะทำให้งานตัวเองพัฒนาด้วย ประสบการณ์จะช่วยให้เราจัดการอะไรได้ดีขึ้น