• ช้อปครบ 599 ส่งฟรีภายใน 3 วันทำการ
  • ชำระเงินปลอดภัย

คุณยังไม่มีสินค้าในตะกร้า

Blog - หาเหตุผลทำไม ‘นิทานคลาสสิก’ ถึงยังคลาสสิก และดีงามเหนือกาลเวลา

หาเหตุผลทำไม ‘นิทานคลาสสิก’ ถึงยังคลาสสิก และดีงามเหนือกาลเวลา
โดย admin b2s 21/2/2018 10:37

เคยสงสัยไหมว่าทำไม เวลาที่ได้ยินประโยคเปิดของนิทานว่า “กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว...” ถึงได้รู้สึกถึงมนต์ขลังอะไรบางอย่าง ว่าเอ๊ะ ก็เคยได้ยินนิทานเรื่องนี้มาตั้งแต่เด็กๆ แล้วนี่! แต่ทำไมถึงได้รู้สึกคุ้นเคยจนเหมือนเพิ่งได้ยินมาเมื่อวาน

 

บางเรื่องก็พอจำตัวละครได้ หรือบางเรื่องจะให้เล่าให้ฟังเลยก็ยังได้ สถานะดังกล่าวของนิทานอาจเรียกได้ว่าเป็น ‘ความคลาสสิก’ เหนือกาลเวลาก็คงไม่ผิดนัก

 

ปฏิเสธไม่ได้ว่าเหตุผลที่ทำให้เรารู้สึกคุ้นเคยกับนิทานคลาสสิกสไตล์ ‘Fairy Tale’ อย่าง ‘สโนว์ไวท์’ ‘เจ้าหญิงนิทรา’ ‘ซินเดอเรลล่า’ ‘หนูน้อยหมวกแดง’ ‘แจ็คผู้ฆ่ายักษ์’ หรือแม้กระทั่ง ‘ปลาบู่ทอง’  ก็เกิดจากการรับรู้ผ่านสื่อในรูปแบบต่างๆ ทั้งแม่เล่าให้ฟัง หนังสือ หนัง ละครเวที ฯลฯ ที่พร้อมใจกันหยิบเรื่องราวเดิมๆ ในนิทานเหล่านั้นมาทำซ้ำๆ รีเมคไม่รู้กี่เวอร์ชันต่อกี่เวอร์ชันเข้าไปแล้ว จะเล่าแบบเดิมหรือตีความใหม่ก็ตามแต่ นิทานเรื่องนั้นๆ ก็ยังคงเป็นเรื่องราวที่เราคุ้นเคยไม่เปลี่ยนแปลงไป

 

หากลงลึกไปยังเหตุผลอื่นๆ ก็พบว่ามีปัจจัยในการทำซ้ำเหล่านั้นอยู่ไม่น้อย จะยุคสมัยไหนเรื่องราวในนิทานเหล่านี้ก็ยังคงครองใจทุกคนได้อยู่หมัด จะส่งต่อผ่านกี่รุ่นต่อกี่รุ่นก็ยังสร้างความตื่นตาตื่นใจให้กับเด็กรุ่นใหม่ได้เสมอ การเดินทางผ่านกาลเวลามานับร้อยปีย่อมไม่ใช่เรื่องบังเอิญแน่นอน ลองไปดูว่าความดีงามของนิทานคลาสสิกที่ยังรักษาสถานะความคลาสสิกไว้ได้ มีปัจจัยและเหตุผลอะไรกันบ้าง 

.

สนุกตั้งแต่โครงสร้าง

 

ถ้าว่ากันตั้งแต่จุดเริ่มต้นของเหตุผลแห่งความคลาสสิกของนิทาน คงไม่มีอะไรน่าสนใจไปว่าการถอดโครงสร้างของนิทานออกมาให้ดูกันเห็นๆ ใครที่ฟังหรือได้อ่านนิทานหลายเรื่องบ่อยๆ จะรู้สึกได้ว่านิทานแต่ละเรื่องจะมีเหตุการณ์หรือพฤติกรรมของตัวละครที่ดูคล้ายๆ กันอยู่ นิทานคลาสสิกส่วนใหญ่มักเล่าเรื่องด้วยความเรียบง่ายเป็นเส้นตรง ไม่มีความซับซ้อนใดๆ ตั้งแต่เริ่มต้นเรื่องไปจนถึงจุดจบของเรื่อง จนบางครั้งเราก็สามารถเดาตอนจบได้ตั้งแต่ต้นเรื่องเลยด้วยซ้ำ

 

Vladimir Propp นักคติชนวิทยาชาวรัสเซียได้ศึกษานิทานพื้นบ้านของรัสเซียจำนวนกว่า 100 เรื่อง จนออกมาเป็นหนังสือ Morphology of the Folktale ที่บุกเบิกการวิเคราะห์โครงสร้างของนิทานเป็นคนแรกๆ จนเกิดเป็นทฤษฎีโครงสร้างนิทาน ที่ถึงแม้จะเป็นการศึกษาจากนิทานพื้นบ้านของรัสเซีย แต่ก็มีการนำทฤษฎีนี้ไปวิเคราะห์นิทานพื้นบ้านของวัฒนธรรมอื่นๆ ซึ่งก็ได้ผลลัพธ์เช่นเดียวกัน ถึงรายละเอียดของบริบทจะแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง แต่โครงสร้างแทบไม่ต่างกันเลย เป็นเหมือนแพทเทิร์นสูตรสำเร็จ แม้จะสุดแสนคลีเช่ แต่ถ้าได้ฟังเมื่อไรก็อดที่จะสนุกตามไปด้วยไม่ได้  

 

ตัวอย่างของโครงสร้างที่เห็นได้ชัดที่สุดคือสูตรซ้ำสามครั้ง ซึ่งเป็นเหมือนเลขมหัศจรรย์ของนิทานที่ต้องจบสมบูรณ์ด้วยครั้งที่สามเสมอ อย่างเรื่อง ลูกหมูสามตัว ของอีสป ที่บ้านของลูกหมูสร้างสำเร็จจนหมาป่าไม่สามารถพังได้ในครั้งที่สาม หรือเรื่อง แพะสามตัว นิทานพื้นบ้านของนอร์เวย์เล่าถึงแพะสามพี่น้องที่กำลังเดินข้ามสะพาน แต่กลับต้องมาเจอยักษ์รอจับแพะกินเป็นอาหาร แพะตัวเล็กบอกปัดให้กินแพะตัวกลาง เพราะเนื้อเยอะกว่า แพงตัวกลางก็บอกปัดให้กินแพะตัวใหญ่ เพราะเนื้อเยอะกว่า จนสุดท้ายแพะตัวใหญ่ก็มาจัดการยักษ์ได้สำเร็จในครั้งที่สามเช่นเคย 

.

.

ตัวละครมีปมมหาเสน่ห์

 

นอกจากโครงเรื่องที่เข้าใจง่ายแล้ว เอกลักษณ์อย่างหนึ่งที่ทำให้นิทานแทบทุกเรื่องมีความคลาสสิก คือคาแรกเตอร์ของตัวละครในเรื่องที่ชัดเจน ไม่ดีสุดก็ต้องร้ายสุด หรือที่เรียกว่า flat character ถ้าเป็นเจ้าชายก็ต้องรูปงามจิตใจดี เป็นแม่เลี้ยงก็ต้องใจแคบเห็นแก่ตัว หรือเป็นหมาป่าตัวร้ายก็ต้องโหดเหี้ยม คือเป็นตัวละครพอได้ยินชื่อหรือเห็นภาพก็สามารถเก็ตได้ในทันทีว่าตัวละครนี้มีบทบาทอะไรในเรื่อง ซึ่งเป็นสิ่งที่ทุกคนรับรู้ได้เหมือนกันทั่วโลก

 

Max Lüthi ได้ศึกษาภาพลักษณ์ของมนุษย์ในนิทานไว้ในหนังสือ Once Upon a Time, On the Nature of Fairy Tales ว่าถึงแม้ภาพรวมของนิทานมหัศจรรย์จะเต็มไปด้วยความเหนือจริง มีพลังเวทมนตร์วิเศษ มีสัตว์พูดได้ต่างๆ นานา แต่การสร้างคาแรกเตอร์ของตัวเอกจะมีความเป็นมนุษย์มากที่สุด ไม่เพอร์เฟกต์ บางครั้งก็ฉลาด บางครั้งก็โง่ กล้าหาญบ้าง ขี้ขลาดบ้าง มีฐานะทางสังคมตั้งแต่สูงสุดอย่างพระราชาไปจนถึงต่ำสุดอย่างขอทาน แม้จะดูหลากหลาย แต่ความเจ๋งก็คือปมของตัวละครที่ผูกไว้ ซึ่งจะต้องมีสักส่วนหนึ่งที่ทำให้คนที่อ่านหรือฟังรู้สึกได้ว่านี่แหละคือตัวฉันเอง กลายเป็นสูตรสร้างปมของนิทานที่ทำให้ตัวละครมีเสน่ห์

 

หนึ่งในตัวละครที่สามารถแทนภาพเรื่องปมได้ดีที่สุด คงหนีไม่พ้นเรื่อง ลูกเป็ดขี้เหร่ ที่แทนภาพของคนที่รู้สึกว่าตัวเองเป็นลูเซอร์ ต่ำต้อยกว่าคนอื่นเสมอ โดยที่ไม่รู้ว่าแท้จริงแล้วตนเองนั้นมีดี เพราะอาจเป็นหงส์ก็ได้ในสักวัน หรือจะเป็นนิทานที่ตอกหน้าคนที่พยายามทำอะไรในสิ่งที่ไม่ใช่ตัวเองอย่างเรื่อง กากับหงส์ เล่าถึงกาตัวหนึ่งที่อยากจะมีขนขาวๆ แบบหงส์ จึงลองทำอะไรโง่ๆ ด้วยการเอาตัวไปแช่ในน้ำแบบหงส์โดยหวังว่าจะขาวบ้าง สุดท้ายแช่จนตายยังไงก็ไม่ขาวอยู่ดี

 

.

เป็นพื้นที่ให้ชุบใจ

 

โลกความจริงนั้นโหดร้าย นั่นคือเหตุที่ทำให้โลกนี้ต้องมีนิทานเพื่อเยียวยาจิตใจอันบอบบางของเรา ไม่ว่าจะเด็กหรือผู้ใหญ่ต่างก็ต้องเผชิญกับปัญหาในชีวิตจริงที่หาทางออกไม่ได้ แต่ความมหัศจรรย์ในโลกนิทานทำให้ทุกอย่างเป็นไปได้เสมอ เพราะนิทานสร้างขึ้นมาเพื่อสนองความต้องการพื้นฐานของมนุษย์ที่มีปมต่างๆ เพื่อให้พลังของจินตนาการในโลกนิทานมาช่วยเยียวยาหรือปลดล็อกปมนั้นออกไป

 

William Bascom นักคติชนวิทยาชาวอเมริกันได้กล่าวไว้ว่า นิทานมีฟังก์ชันคือเป็นโลกทางเลือกที่สนองความต้องการของมนุษย์ จะด้วยการช่วยเหลือของนางฟ้า พลังจากดาบวิเศษ หรือจุมพิตจากเจ้าชาย ก็ได้ทำหน้าที่เหมือนเป็นหลุมหลบภัยจากโลกความจริงไปอยู่ในโลกจินตนาการชั่วคราว ความน่าสนใจที่กลายเป็นความคลาสสิก คือโลกจินตนาการเหล่านั้นล้วนเป็นสัญลักษณ์ที่สร้างขึ้นมาจากความเป็นจริง การได้ฟังนิทานจึงเป็นการชดเชยสภาพความจริงอันโหดร้ายด้วยภาพอันสวยงามนั่นเอง ก่อนจะกลับมาในโลกความจริงได้อย่างเข้มแข็ง พร้อมก้าวข้ามผ่านปัญหานั้นไปได้เช่นเดียวกับตัวละครในเรื่อง เรียกได้ว่านิทานเป็นพื้นที่ชุบใจก็คงไม่ผิดนัก

 

ในชีวิตจริง เรื่องของปมอิดิพุสที่เด็กผู้ชายเกลียดชังพ่อ ปรากฏชัดในเรื่อง แจ็คผู้ฆ่ายักษ์ ซึ่งการที่แจ็คปราบยักษ์ได้ก็เหมือนการเอาชนะพ่อของตนได้ หรือจะเป็นปมอิเล็กตร้าที่เด็กผู้หญิงเกลียดชังแม่ ก็เห็นได้จากนิทานอย่าง สโนว์ไวท์ ที่ตัวเอกพยายามเอาชนะอำนาจร้ายของแม่มดที่เป็นเพศหญิงด้วยกัน นิทานส่วนมากจึงเป็นลักษณะเจ้าชายปราบยักษ์หรือเจ้าหญิงกับแม่มด เด็กที่ได้ฟังนิทานจึงแทนภาพตัวเองเข้าไปได้ง่าย

.

เต็มไปด้วยคุณค่าที่ใครๆ ก็คู่ควร

 

ถ้าว่ากันแบบธรรมะธรรมโม ไม่ว่าโลกจะเปลี่ยนผ่านกี่ยุคสมัย ไม่ว่าจะอยู่ในความเชื่อของศาสนาใดก็ตาม สิ่งหนึ่งที่ยังคงอยู่คือความดีงามในจิตใจของมนุษย์ เช่นเดียวกับคุณค่าของนิทานที่มักสอนเรื่องการเอาชนะความชั่วร้ายด้วยความดีงาม แม้บางเรื่องจะไม่ได้บอกตรงๆ แบบนิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า... อย่างนิทานอีสป แต่ก็มีแฝงปรัชญาแง่คิดไว้อยู่เสมอ เรียกได้ว่าเป็นหัวใจที่ทำให้นิทานคลาสสิกยังคงเป็นสื่อที่ใช้ในการพร่ำสอนความดีงามมาทุกยุคทุกสมัย

 

Christa Kamenetsky ศาสตราจารย์ด้านวรรณกรรมสำหรับเด็กจาก Central Michigan University กล่าวถึงโลกของนิทานว่า โลกนิทานปกครองด้วยกฎของความยุติธรรมที่เป็นสากล ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว ผลของความพยายามที่ดีจะนำมาซึ่งผลสำเร็จที่ดีเสมอ จึงไม่ต้องแปลกใจ หากนิทานที่ไม่ว่าจะมีต้นกำเนิดมาจากชาติไหนก็สามารถนำมาสอนผู้คนได้ทั่วโลก และด้วยคุณสมบัติของความเป็นเรื่องแต่งที่เหนือจินตนาการ บางครั้งเรื่องยากๆ อย่างปรัชญาความดีงามต่างๆ กระทั่งเรื่องต้องห้าม สามารถสอดแทรกเข้าไปในเรื่องได้อย่างแนบเนียน ซึ่งบางครั้งก็เป็นประเด็นหนักๆ อย่างเรื่องเพศและศาสนา แต่ด้วยหน้าที่ของนิทานที่ต้องมีไวhเพื่อสอนเด็กๆ ในยุคหลังนิทานจึงมักถูกปรุงแต่งลดทอนความรุนแรงลงไปโดยปริยาย

 

เรื่อง เจ้าหญิงนิทรา ที่เรารับรู้กันคือเจ้าหญิงถูกเข็มเย็บผ้าตำมือ จนหลับใหลไปร้อยปี รอให้เจ้าชายมาจุมพิตจึงจะตื่นขึ้นมา ซึ่งเบื้องหลังคือการสอนให้หญิงสาวรู้จักยับยั้งชั่งใจทางเพศก่อนถึงวัยสาว แต่เจ้าหญิงไม่สามารถห้ามใจได้ จึงถูกเข็มที่เปรียบได้กับสัญลักษณ์ของเพศชายทึ่มตำจนหลับใหลไป แต่ในเวอร์ชันของชาวอิตาเลียน อยากให้ลืมภาพจำของนิทานฟังก่อนนอนหลับฝันดีไปก่อน เพราะแทนที่เจ้าชายจะมาจุมพิต กลับข่มขืนเจ้าหญิงจนท้องและคลอดลูกแฝดขณะที่ยังหลับอยู่ และเป็นลูกแฝดเองที่เป็นคนดูดเสี้ยนออกจากนิ้วที่เคยถูกเศษไม้จากกี่เย็บผ้าตำ เจ้าหญิงจึงมีโอกาสได้ตื่นขึ้นมาอีกครั้ง

.

นักเล่านักเขียนพร้อมใจกันส่งต่อ

 

ในสมัยอดีตที่ยังไม่มีสื่อใดๆ สัญชาติญาณของนักเดินทางได้ทำให้มนุษย์ออกเดินทางไปยังดินแดนแห่งใหม่อยู่เสมอ สิ่งที่เดินทางไปพร้อมกัน นอกจากข้าวของเครื่องใช้แล้ว มักจะเป็นวัฒนธรรมเฉพาะตัวที่แต่ละกลุ่มชนนั้นๆ มีอยู่ ซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือ นิทาน หรือเรื่องเล่าต่างๆ ที่เล่าปากต่อปากสืบต่อกันมา โดยในแต่ละสังคมจะมีนักเล่านิทานที่ทำหน้าที่ตรงนี้อยู่ เมื่อนักเล่านิทานมีโอกาสได้ออกเดินทางไปยังดินแดงแห่งใหม่ คงไม่มีอะไรน่าภูมิใจกว่าการนำนิทานจากดินแดนของตนเองไปเล่าให้ผู้คนในดินแดนอื่นฟังอีกแล้ว

 

Von Sydow นักคติชนวิทยาชาวสวีเดนชี้ให้เห็นว่านักเล่านิทานนี่แหละ ที่เป็นคนกำหนดชีวิตของนิทานให้มีลมหายใจ ทั้งถ่ายทอดและสืบทอดนิทานให้คงอยู่ด้วยทักษะในการจดจำและการเล่าเรื่อง แต่ด้วยความที่ไม่ได้มีการจดบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษรจึงมีการย่อขยาย ตัดเสริม เปลี่ยนแปลง สลับไปมา หรือหยิบเอาเรื่องนั้นมาปนกับเรื่องนี้ ในยุคหลังถึงขั้นมีการวิเคราะห์ออกมาเป็นทฤษฎีการแพร่กระจายของนิทานเลยทีเดียว ซึ่งความเปลี่ยนแปลงระหว่างที่ส่งต่อนี่เองกลายเป็นเสน่ห์อย่างหนึ่งของนิทานคลาสสิก ที่ถึงแม้เรื่องราวจะถูกบิดหรือเปลี่ยนบริบทไปมากน้อยขนาดไหน แก่นเรื่องเดิมก็ยังคงไม่เปลี่ยนไป

 

เมื่อนิทานเดินทางมาถึงยุคใหม่ จึงเป็นหน้าที่ของนักเขียนที่ยืดอายุของนิทานด้วยการย้ายแพลทฟอร์มมาสู่หน้ากระดาษ ซินเดอเรลล่า ที่หลายคนรู้จักกันดี นับเป็นนิทานสุดคลาสสิกที่คาดว่ามีมาตั้งแต่ร้อยปีก่อนคริสตกาล ถูกดัดแปลงมาแล้วนับพันครั้ง แต่มาเป็นที่รู้จักทั่วโลกจากเวอร์ชันในปี 1697 ของ Charles Perrault นักเขียนชาวฝรั่งเศส และนอกจากนั้นยังมีการค้นพบเรื่องราวของนางซินในวัฒนธรรมอื่นๆ ที่คล้ายกันมาก ตั้งแต่เทพนิยายของจีน ญี่ปุ่น เกาหลี ไปจนถึงนิทานพื้นบ้านของไทยอย่าง ปลาบู่ทอง ที่คาดว่าก็ได้รับอิทธิพลมาเช่นกัน  

อ้างอิง

ทฤษฎีคติชนวิทยา: วิธีวิทยาในการวิเคราะห์ตำนาน-นิทานพื้นบ้าน โดย ศิราพร ณ ถลาง

นิทานพื้นบ้าน โดย รศ.เสาวลักษณ์ อนันตศานต์

http://www.scottishbooktrust.com/blog/reading/2014/06/5-reasons-why-fairy-tales-are-good-for-children

https://www.psychologytoday.com/blog/dreaming-freud/201406/the-importance-fairy-tales

https://en.wikipedia.org/wiki/Cinderella

https://en.wikipedia.org/wiki/Sleeping_Beauty