• ช้อปครบ 599 ส่งฟรีภายใน 3 วันทำการ
  • ชำระเงินปลอดภัย

คุณยังไม่มีสินค้าในตะกร้า

Blog - แอบมองเธออยู่นะจ๊ะ! ชวนส่องความรักผ่านแลป รักแล้วไปไหน เราเรียนรู้อะไรแล้วบ้างเกี่ยวกับความรัก

แอบมองเธออยู่นะจ๊ะ! ชวนส่องความรักผ่านแลป รักแล้วไปไหน เราเรียนรู้อะไรแล้วบ้างเกี่ยวกับความรัก
โดย admin b2s 20/2/2018 18:21

“บางคนกลัวว่าถ้ามองความรักใกล้เกินไป พวกเขาจะสูญเสียเวทมนต์ในตัวมัน” Arthur Aron ศาสตราจารย์ด้านจิตวิทยาจาก California, Santa Cruz เคยตั้งข้อสังเกตไว้เช่นนั้น เมื่อพูดถึงคำอธิบายของความรักที่กำจัดกรอบให้ชัดเจนแบบวิทยาศาสตร์

                ขณะที่ผู้คนใช้เวลาทั้งหมดชีวิตเพื่อค้นหามัน พยายามสร้าง พูดถึงมันซ้ำแล้วซ้ำเล่า มีความสุขครั้งแล้วครั้งเล่า และแน่นอน ยอมถูกความรักเฆี่ยนตีซ้ำแล้วซ้ำเล่า หลายคนกลับเลือกปฏิเสธที่จะทำความรู้จักกับสิ่งที่วนเวียนอยู่ในชีวิตเรานี้แบบจริงๆ จังๆ —ก็ปล่อยให้พรหมลิขิตชักพา นั่นมันเป็นเรื่องของปาฏิหาริย์ ไปขอพรหาคู่วัดไหนดี ทำไมกี่ปีกี่ปีสวรรค์ถึงไม่ส่งใครมารักฉันเสียที

                หลายคนทำให้ความรักเป็นเรื่องลึกลับเช่นนี้—57% บนเว็บไซต์ debate.org ต่างกด Say No ให้กับคำถามที่ว่า 'วิทยาศาสตร์สามารถอธิบายความรักได้หรือไม่?' อย่างไม่ลังเล

                แต่ถ้าลองไปถาม Helen Fisher นักมานุษยวิทยา ผู้ทำงานเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างสมองกับความรักมายาวนาน สิ่งที่เธอจะบอก โดยเฉพาะกับคนที่คิดว่า เราควรสงวนความรักให้เป็นเรื่องลึกลับต่อไปว่า “มีคนถามฉันอยู่บ่อยๆ ว่า สิ่งที่ฉันได้เรียนรู้เกี่ยวกับความรัก ทำให้ฉันหมดอารมณ์กับความรักหรือไม่ ซึ่งฉันมักตอบแค่ว่า 'แทบจะไม่เลย' ในตอนที่คุณนั่งลงและเริ่มกินเค้กสักชิ้น คุณอาจจะรู้อยู่แล้วว่า เค้กช็อกโกแล็ตชิ้นนี้มีส่วนผสมอะไรบ้าง กระนั้น คุณก็ยังดื่มด่ำกับรสชาติของมันได้"

                 ดังนั้น จะดีกว่าไหม ถ้าเราจะลองขยับเข้าใกล้ความรักเพิ่มอีกสักนิด อย่างน้อย แม้จะบอกว่า ฉันอยากตกเป็น 'ทาสรัก' อยู่ร่ำไป อย่างน้อย เราก็จะได้เป็นทาสที่เท่าทันมัน

                ก็ในเมื่อ คำพูดยอดฮิตที่ว่า ‘ความรักทำให้ตาบอด’ ยังมีคำอธิบาย

                และเหล่านี้คือเรื่องราวเกี่ยวกับความรัก ที่พอจะทำให้เรารู้จักมันเพิ่มขึ้น...

.

1. ความรักมีฤทธิ์เหมือนโคเคน

                'ความรักมีฤทธิ์เหมือนโคเคน' นี่คือบทสรุปจากงานวิจัยของ Stephanie Ortigue ผู้ช่วยศาสตรจารย์ด้านจิตวิทยา แห่งมหาวิทยาลัย Syracuse ว่าด้วยสมอง ที่จะถูกกระตุ้นให้เกิดอารมณ์เปี่ยมสุขอย่างฉับพลันเพียง 5 วินาที หลังจากที่เรามองไปยังคนพิเศษของตัวเอง—ก็ไม่น่าแปลกใจที่ ปรากฏการณ์ ‘แอบมองเธออยู่นะจ๊ะ แต่เธอไม่รู้บ้างเลย~’ จากวงไอดอลเกิร์ลกรุ๊ป BNK48 จะเกิดขึ้นอย่างง่ายดาย ในเมื่อเนื้อหาในเพลงมันจะตรงกับคำอธิบายทางวิทยาศาสตร์จากงานวิจัยของ Ortigue ที่ว่ามีมากถึง 12 พื้นที่ในสมองที่จะทำงาน และปลดปล่อยสารสื่อประสาท ซึ่งทำให้เราเกิดความสุขอย่าง ออกซิโทซิน (oxytocin), โดพามีน (dopamine), วาโซเพรสซิน (vasopressin) และ อดรีนาลีน (adrenaline)  ออกมาทันที หลังเรามองใบหน้าคนรัก

                คำถามสำคัญคือ สรุปแล้ว 'สมอง หรือหัวใจกันแน่ที่ตกหลุมรัก?'

                ซึ่ง Ortigue ตอบว่า "นี่ช่างเป็นคำถามที่มีเล่ห์เหลี่ยม และผมจะตอบว่าสมอง แต่หัวใจก็เกี่ยวข้องด้วยเช่นกัน เพราะแนวคิดที่ซับซ้อนของความรักถูกสร้างมาจากกระบวนการแบบล่างขึ้นบนและบนลงล่าง จากสมองสู่หัวใจ และจากหัวใจสู่สมอง  ตัวอย่างเช่น การเคลื่อนไหวของสมองบางส่วนทำให้เกิดการลอกเลียนแบบขึ้นในหัวใจ เช่น อาการหวิวๆ ที่ท้องราวมีผีเสื้ออยู่ข้างใน บางอาการ บางครั้ง เราจะรู้สึกราวหัวใจกำลังสวนสนาม ซึ่งบางที มันอาจเป็นผลจากสมอง"

                แน่นอนว่า คนนะไม่ใช่ปลากัด ที่แค่มองหน้าจะเกิดปฏิกริยาเลยเถิดไปถึงเรื่องอื่นๆ ได้ง่ายๆ แต่วันไหนทดท้อหมดหวัง ก็ลองหันไปแอบมองเธออยู่นะจ๊ะที่รูปของไอดอลสักคนดู เหมือนสมัยก่อนที่เรามีประโยคที่ว่า ไม่ได้เห็นหน้า แค่เห็นหลังคาก็เป็นสุขใจ

 

2. จูบเลือกคู่

                รจนา จากวรรณคดีเรื่องสังข์ทอง อาจใช้การโยนพวงมาลัยเสี่ยงคู่ แต่รู้หรือไม่ว่า จริงๆ แล้ว วิธีการแสดงความรักขั้นพื้นฐานระหว่างคู่รักอย่างการจูบนี่ล่ะ ที่อีกฝ่ายจะใช้ตัดสินใจว่าเขาจะอยู่กับเราต่อไปหรือไม่ โดยที่บางครั้งเธอ หรือเขาอาจไม่รู้ตัวเลยด้วยซ้ำ

                ผลจากการศึกษาว่าด้วยเรื่อง ฟังก์ชั่นของการจูบในความสัมพันธ์แบบโรแมนติก โดย Rafael Wlodarski และ Robin I. M. Dunbar แห่งมหาวิทยาลัย Liverpool ซึ่งทำการสำรวจชาย-หญิงประมาณ 900 คน บอกว่า นอกจากรูปร่างหน้าตาตามรสนิยมของอีกฝ่าย การจูบนี่ล่ะที่คนเราใช้เลือกคู่ และใช้ตัดสินว่าจะ keep going กับอีกคนหรือไม่

                และอีกสิ่งที่พวกเขาค้นพบคือ ปริมาณการจูบที่คู่รักระยะยาวมีระหว่างกัน จะส่งผลต่อคุณภาพความสัมพันธ์อีกด้วย

                "การเลือกคู่ และการขอความรักระหว่างมนุษย์นั้นซับซ้อน มันเกี่ยวข้องกับระยะเวลาของการประเมินค่าที่ผู้คนจะถามตัวเองว่า ฉันควรไปต่อให้ลึกกว่านี้หรือเปล่า ความรู้สึกประทับใจเบื้องต้นอาจรวมถึง รูปร่างหน้าตา และฐานะทางสังคม หลังจากนั้นการประเมินค่าจะยกระดับขึ้น และมากขึ้น จนกระทั่งเราก้าวลึกเข้าไปในการขอความรักอย่างรอบคอบ และจุดนี้เองที่การจูบจะเข้ามา" Robin I. M. Dunbar ว่าแบบนั้น

                พูดแบบแรงๆ ก็ต้องว่า การจูบคือทักษะที่ควรถูกบรรจุอยู่ในวิชาสุขศึกษา พอๆ กับการสอนการสวมใส่ถุงยางอนาภัยโดยมีกล้วย แตงกวา หรืออะไรที่คล้ายๆ กันเป็นต้นแบบเลยทีเดียว

 

 

3. รักทางไกลหัวใจ (ไม่) หวั่น

                บอกเลยว่า อย่าเพิ่งเชื่อ และท้อถอยไปเสียก่อน ถ้าใครบอกว่า รักทางไกลจะไม่เวิร์ก เพราะงานวิจัยเมื่อปี 2013 ของ L. Crystal Jiang และJeffrey T. Hancock ที่ตั้งสมมุติฐานว่า การหายหน้าไปจะทำให้เกิดการสื่อสารที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความลุ่มหลงต่อฝ่ายตรงข้ามมากขึ้น บอกว่า การมีรักทางไกลหัวใจอาจไม่จำเป็นต้องหวั่นไหวอีกต่อไป

                โดย 2 ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ความสัมพันธ์แบบทางไกลยังมีชีวิตชีวา คือ หนึ่ง—มันทำให้เราพูดคุยกับคนรักถึงข้อมูลที่ละเอียดละออในชีวิตของตัวเองมากขึ้น—โปรดจินตนาการว่าคนรักของคุณอยู่ไกลถึงขั้วโลกเหนือ เขาคงไม่เล่าสั้นๆ แค่ว่า วันนี้มีหิมะตก /จบ เป็นแน่ แต่ต้องมีบ้างล่ะนาที่เขาจะวาดภาพถึงเกล็ดหิมะสีขาว อุณหภูมิติดลบราวตกนรก ปากที่แตกเป็นริ้วๆ เพราะความหนาวให้คุณฟัง

                และสอง—มันทำให้เรามีมุมมองต่อคู่รักอย่างเป็นภาพในอุดมคติมากขึ้น เพราะจิตนาการ มักงดงามกว่าความจริงเสมอ

                นั่นเป็นเหตุผลที่ว่า ทำไมตัวเลขถึงออกมาว่า คู่รักทางไกลมีแนวโน้มที่จะพอใจในความสัมพันธ์ของตนมากกว่าปกติ

                “วัฒนธรรมของเราเน้นย้ำถึงการอยู่ร่วมกันในทางกายภาพ และบ่อยครั้ง ต้องพูดคุยใกล้ชิดต่อหน้า แต่ความสัมพันธ์ทางไกลยืนหยัดต่อสู้กับค่านิยมนี้อย่างแจ่มชัด เราไม่จำเป็นต้องมองโลกในแง่ร้ายเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระยะไกลเลยครับ" Jiang จากมหาวิทยาลัย Hong Kong ว่า "คู่รักระยะไกลพยายามมากกว่าคู่รักระยะใกล้ในการสานสัมพันธ์ และความพยายามของพวกเขาก็ได้รับการตอบแทน"

 

 

4. รักของเราขาวเทาไม่เท่ากัน

                เมื่อเขียนบทความเกี่ยวกับความรัก ผู้ชายมีแนวโน้มที่จะใช้คำว่า 'เซ็กซ์' ส่วนผู้หญิงก็มีแนวโน้มที่จะใช้คำว่า 'การแต่งงาน' มากกว่าอีกฝ่าย

                ขออภัยที่ข้อความข้างต้นค่อนข้างดูเป็นการแบ่งแยกเพศ (Sexist) ไปสักหน่อย แต่นี่คือสถิติที่ปรากฏอยู่จริงในบทความชื่อ The Words Men and  Women Use When They Write About Love โดย Josh Katz, Claire Cain Miller และ Kathleen A. Flynn บนเว็บไซต์ nytimes.com—พวกเขาทำการสำรวจบทความมากมายมหาศาลที่ถูกส่งมายัง The New York Times ย้อนหลังไป 4 ปีนับจากปี 2017 ทั้งบทความที่ได้และไม่ได้ตีพิมพ์ และพบว่า “แม้วันนี้เพศสภาวะต่างๆ จะถูกผสานผสาน และการรักเพศเดียวกันจะได้การยอมรับมากขึ้นแล้วก็ตาม ผู้ชายและหญิงก็ยังคงพูดในภาษาที่แตกต่างกันเมื่อพูดถึงความรัก”

                และดูเหมือนคำกล่าวที่ว่า ผู้ชายมากจากดาวอังคาร ส่วนผู้หญิงมาจากศุกร์อาจจะไม่ใช่เรื่องเล่นๆ เมื่อการสำรวจพบความไม่ลงร่องลงรอยในหลายประเด็น เช่น ผู้หญิงจะชอบเขียนถึง ‘ความรู้สึก’ ส่วนผู้ชายจะชอบเขียนถึง ‘การกระทำ’ โดยพบว่า สำหรับผู้ชายพวกเขามักใช้คำอย่าง ‘ระเบิด’, ‘ตี’, ‘ต่อย’, ‘ต่อสู้’ ส่วนผู้หญิงจะเป็น ‘ความโกรธเคือง’, ‘โกรธจัด’, ‘ปวดร้าว’, ‘เจ็บช้ำ’ ซึ่งข้อมูลเหล่านี้ทำให้เราระมัดระมัดระวังการอยู่ร่วมกันกับอีกฝ่ายได้ดีทีเดียว

 

 

5. แล้วอะไรล่ะคือความรัก

                ข่าวร้ายที่เรากำลังจะบอก และอาจทำให้คนที่อ่านมาถึงตรงนี้อยากกระทืบคนเขียนก็คือ ทั้งหมดที่อ่านมานั้น อาจไม่จริงเสียทั้งหมด

                เมื่อ Clyde Hendrick ศาสตราจารย์จากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยี Texas บอกว่า “ถ้าจะมีอะไรก็ตามที่เราได้เรียนรู้เกี่ยวกับความรักแล้วนั้น มันก็คือสีสันอันหลากหลายในธรรมชาติในตัวมันเอง ไม่มีหนังสือ ทฤษฎี หรือการวิจัยใดสามารถจับความรัก และเปลี่ยนรูปมันเป็นส่วนเสี้ยวของความรู้ได้”

อาจดูขัดแย้งกันเองกับคำชักชวนตั้งแต่ต้น ที่เราพยายามเหลือเกินให้ผู้อ่านทำความรู้จักกับความรักผ่านมุมมองแบบวิทยาศาสตร์ แต่ถ้าหากย้อนกลับไปสู่วิธีคิดทางปรัชญาแบบโสเครตีส ก็ต้องบอกว่า การรู้ว่าไม่รู้อะไรเลยนั่นต่างหาก คือความรู้อันสูงสุด

                พูดง่ายๆ ว่า เราอาจไม่สามารถร่างหลักสูตรความรักศาสตร์ขึ้นมาสักหลักสูตร สอนๆๆ และบอกว่านั่นคือความรู้ที่จริงแท้ได้ หรือถ้าได้ ก็คงได้แบบอะคาเดมิค เหมือนวิชาวาดรูป ที่สอนได้ว่า การวาดหน้าคนควรวาดอย่างไร ส่วนมันจะกลายเป็น ‘ศิลปะ’ ได้หรือไม่ก็อยู่ที่การต่อยอดของเราเอง

 

ในโลกที่ว่ากันว่าความรักแบบโรแมนติกกำลังเติบโตยิ่งกว่ายุคไหนๆ ตามตัวเลขที่คนบ้าข้อมูลอย่างเราจะยกมาเล่าอีกรอบว่า จากการศึกษาใน 37 วัฒนธรรม ผู้คนรอบโลกล้วนต้องการจะตกหลุมรักกับคนที่พวกเขาแต่งงานด้วย และมากถึง 91% ในผู้หญิง และ 86% ในผู้ชาย (ชาวอเมริกัน) ยืนยันว่า แม้ฝ่ายตรงข้ามจะมีคุณสมบัติครบถ้วนตามที่พวกเขาคาดหวังเพียงไร แต่ถ้าไม่ได้ตกหลุมรัก พวกเขาก็จะไม่แต่งกับเธอด้วยนะจ๊ะ แน่ๆ

ซึ่งข่าวดีคือ จากข้อมูลหลายๆ แห่งที่เล่าไป มันคงพอช่วยให้ระหว่างเราและความรัก ไม่แปลกหน้ากันจนเกินไปนัก

นอกเหนือจากสถิติ และตัวเลขต่างๆ ที่เราได้อ่านไปข้างต้นแล้วนั้น ถ้าเราจะขอยกอีกหนึ่งประโยคที่ฟังแล้วอาจทำให้คุณเกิดคำถามกับคำว่า 'ความรัก' ขึ้นมาอีก ประโยคที่ว่าก็คือ 

'ความรัก เป็นทักษะที่ต้องเรียนรู้ มากกว่าการใช้ ความรู้สึก' นิยามเบื้องต้นของ หนังสือเล่มใหม่ในโครงการ THE SCHOOL OF LIFE ที่ชื่อว่า Relationships หนังสือที่จะตอบคำถามที่ค้างคาใจของคุณมานาน

ติดตามได้ที่ http://www.b2s.co.th/book/relationships.html

 

 

               

อ้างอิงจาก:

https://academic.oup.com/joc/article/63/3/556/4086003

http://www.debate.org/opinions/can-science-explain-love

http://www.independent.co.uk/news/science/an-answer-to-the-jane-austen-problem-kissing-assesses-the-genetic-quality-of-a-potential-sexual-8872692.html

https://news.syr.edu/2010/10/the-neuroimaging-of-love/

https://www.nytimes.com/interactive/2017/11/07/upshot/modern-love-what-we-write-when-we-write-about-love.html

https://www.psychologytoday.com/articles/199303/the-lessons-love

https://www.sciencenews.org/article/science-cant-forecast-love

http://www.spring.org.uk/2014/02/10-psychology-studies-every-lover-should-know.php

https://www.ted.com/talks/helen_fisher_studies_the_brain_in_love