• ช้อปครบ 599 ส่งฟรีภายใน 3 วันทำการ
  • ชำระเงินปลอดภัย

คุณยังไม่มีสินค้าในตะกร้า

Blog - ทะเลหรือภูเขา? เมื่อผู้พิชิตเอเวอเรสต์คนแรกเป็นอินโทรเวิร์ต และ Jack Dawson เป็นขั้วตรงข้าม

ทะเลหรือภูเขา? เมื่อผู้พิชิตเอเวอเรสต์คนแรกเป็นอินโทรเวิร์ต และ Jack Dawson เป็นขั้วตรงข้าม
โดย admin b2s 28/3/2018 17:18

คุณจะมีความเห็นอย่างไร ถ้าเรากำลังบอกว่า ผู้พิชิตเอเวอเรสต์คนแรกนั้นชอบเก็บตัวอย่างคน ‘อินโทรเวิร์ต’ และ Jack Dawson พระเอกจากหนังดัง Titanic ชอบเข้าสังคมอย่างคนที่มีบุคลิกแบบ ‘เอ็กซ์โทรเวิร์ต’ ?

                วันที่ 29 พฤษภาคม 1953 ณ เวลาท้องถิ่น อีกราวสามสิบนาทีจะเที่ยงตรง บนความสูงเหนือระดับน้ำทะเล 8850 เมตรของยอดเขาที่สูงที่สุดในโลกนาม ‘เอเวอเรสต์’ หลังไต่เขาในสภาพอากาศและภูมิประเทศอันเลวร้ายมายาวนาน ย่ำเท้าลงบนผืนหิมะหนา ริมฝีปากแห้งเป็นขุย มือแทบกลายเป็นน้ำแข็ง ลมหายใจเป็นควัน มนุษย์สองคนนาม Edmund Hillary ชาวนิวซีแลนด์ และ Tenzing Norgay จากชนเผ่าผู้อาศัยอยู่ใต้เงื้อมเงาของเทือกเขาหิมาลัยมาตลอดอย่าง ‘เชอร์ปา’ กำลังจะกลายเป็นตำนาน

                หลังจากนี้ ชื่อของพวกเขาจะถูกจารึกเป็นมนุษย์คู่แรกที่พิชิต ‘เอเวอเรสต์’ ได้สำเร็จ…

                นั่นเป็น 41 ปีหลังเรือ RMS Titanic เรือที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในยุคของมัน และได้รับการกล่าวขานว่าจะไม่มีวันจม พุ่งชนภูเขาน้ำแข็ง พานักเดินทางมากกว่าหนึ่งพันห้าร้อยคน จากจำนวนทั้งสิ้น 2,224 คน ผู้เพิ่งชื่นชมความไพศาลและงดงามของมหาสมุทรแอตแลนติกเหนือไปไม่กี่ชั่วโมงก่อนหน้า จมลงสู่ก้นทะเลตลอดกาล นั่นเป็นยุคที่กระแสการท่องเที่ยว ไม่ว่าจะเป็นทาง ‘ทะเล’ หรือ ‘ภูเขา’ เพิ่งเดินทางมาถึงได้ไม่นาน และจะรุ่งเรืองขึ้นอย่างมหาศาลในอีกหลายทศวรรษข้างหน้า...

                ถึงตรงนี้ เราอยากให้คุณกรุณาหยุดจินตนาการถึงภาพความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ หรือความเศร้าอันเกินทนของสองเหตุการณ์ข้างต้นไว้ตรงนั้น เพราะสิ่งที่เรากำลังชวนพิจารณาคือ ในยุคที่การท่องเที่ยวอาจแบ่งได้เป็นสองประเภทใหญ่ๆ ตามลักษณะภูมิศาสตร์ คือ ไม่ทะเลก็ภูเขา และ ไม่ภูเขาก็ทะเล สองสิ่งนี้สามารถบ่งบอกอะไรได้มากกว่าความชื่นชอบในการท่องเที่ยวสถานที่แต่ละชนิดหรือไม่?

                เหตุใดประโยคที่ว่า ‘วันหนึ่งฉันเดินเข้าป่า’ ถึงถูกเอ่ยอ้างมากมายเหลือเกินในตอนนี้ มันมีนัยสำคัญนอกเหนือจากการเป็นผลพวงของกระแสเพลงฮิตโดยนักร้องมาดเท่ แม็กซ์ เจนมานะ หรือเปล่า

                หรือถ้า James Cameron จะต้องรีเมคหนัง Titanic ขึ้นมาอีกรอบ บุคลิกของ Jack Dawson ผู้คลั่งไคล้การโบยบินไปกับสายลมเค็มๆ ของทะเลในรอบนี้ควรเป็นแบบไหน หรือหากจะมีใครทำหนังอาร์ตโฟกัสไปแค่ช่วงเวลาไม่กี่วินาทีก่อนย่างเท้าเหยียบยอดเขาของตำนาน Edmund Hillary และ Tenzing Norgay สีหน้า แววตา และอารมณ์ความรู้สึกของพวกเขาควรออกมาอย่างไร อะไรกันแน่ที่ดึงดูดให้เขา ‘เดินเข้าป่า’ แม้นั่นจะเป็นป่าน้ำแข็งก็ตาม

                เอาล่ะ เรามีคำตอบ แต่ก่อนจะไปถึงตรงนั้น ลองมาดูเรื่องราวอื่นๆ กันสักหน่อยก่อนดีกว่า...

 

“วันหนึ่งฉันเดินเข้าป่า”        

                ผู้คนมากกว่าสามล้านคนทั่วโลกใช้ชีวิตอยู่ในผืนป่าอย่างเป็นธรรมชาติ และพึ่งพิงมันในฐานะทรัพยากรทางอาหาร ยารักษาโรค และดำรงชีวิตโดยพึ่งพาป่าโดยตรง” นั่นคือคำยืนยันของสองผู้เชี่ยวชาญด้านป่าไม้ Jeff Fiedler และ Frank Lowensteinจาก The Nature Conservancy องค์กรด้านสิ่งแวดล้อมชื่อดัง ที่มานั่งรวมหัวกันคิดว่าเหตุใดเรื่องของป่าไม้ หรือภูเขาถึงสำคัญกับเราเหลือเกิน

งานวิจัยของทีมนักจิตวิทยาจากมหาวิทยาลัย Chicago ยังพบว่า บรรยากาศธรรมชาตินั้นส่งผลดีต่อสมองของคนเรา ทำให้เกิดสมาธิ รวมไปถึงส่งผลต่ออารมณ์ และนั่นอาจเป็นหนึ่งในเหตุผล ที่ใครหลายคนมักหยิบมาใช้เป็นข้ออ้างขอเดินเข้าป่าต่อผู้ปกครอง หรือภรรยา ที่ทำให้กระแส ‘ขึ้นเขาเดินป่า’ ในชนชั้นกลาง (ซึ่งสามารถสืบย้อนกลับไปไกลถึงช่วงปลายศตวรรษที่ 18 ในยุคโรแมนติก ที่กิจกรรมสันทนาการเหล่านี้มักปรากฏเป็นหลักฐานอยู่ในฉากภูเขาทุ่งหญ้าในงานศิลปะแทบทุกแขนง) เติบโตอย่างรวดเร็วในทศวรรษนี้ ชัดหน่อยก็จำนวนสมาชิกของชมรมเดินป่าแห่งประเทศไทย (Trekking Thai) ที่เพิ่มขึ้นถึง 2 เท่าในเวลาครึ่งทศวรรษ แม้ค่าใช้จ่ายต่อทริป (เอาแค่ในประเทศ) จะสูงถึง 5,000 – 8,000 บาทก็ตาม

                ส่วน scienceborealis.ca ก็ได้รวบรวมข้อดีของการเข้าป่าที่ส่งผลต่อสุขภาพไว้เป็นข้อๆ เช่น ‘การเข้าป่าทำให้อายุยืน’ โดยอ้างผลวิจัยหนึ่งที่ว่า หญิงสาวที่ใช้ชีวิตอยู่ในพื้นที่ที่เต็มไปด้วยไม้ป่าจะมีอัตราการตายต่ำกว่าปกติ หรืออีกหนึ่งงานวิจัยจากวารสารทางการแพทย์ The Lancet ที่พบว่า การใช้ชีวิตใกล้พื้นที่สีเขียวสามารถช่วยลดความเลื่อมล้ำเรื่องสุขภาพระหว่างคนจนและคนรวยได้

                นั่นหมายความว่า ถ้าชอบไปทะเล จะตายเร็วกว่าใช่ไหม?

 

“ร่างกายต้องการทะเล!”

                สารภาพตามตรงว่าเรายังไม่พบข้อเท็จจริงที่ตรงข้ามสุดขั้วเช่นนั้น ขณะที่พี่เจี๊ยบ วรรณธนา ก็ยังเคยบอกว่า ‘ร่างกายต้องการทะเล หัวใจต้องการมีเธอ~’ ไว้ในบทเพลงชื่อดังของตัวเอง และประโยคนี้ก็ยังถูกหยิบมาใช้เป็นแคปชั่นซ้ำๆ ให้เห็นอยู่เนืองๆ เมื่อใครก็ตามมีความรู้สึกต้องการทะเล แถมเอาเข้าจริง เหตุผลที่ว่าทำไมผู้คนมากมายถึงคลั่งไคล้การไปทะเล แม้ว่าใต้ผืนน้ำจะมีพื้นที่ปริศนาตกสำรวจมากถึง 95% นั้น ก็อาจมาจากเรื่องของวิวัฒนาการด้วยซ้ำ

                กวี W. H. Auden เคยกล่าวไว้อย่างคมคายว่า “มีคนเป็นพันๆ มีชีวิตอยู่ได้โดยปราศจากรัก แต่กับการปราศจากน้ำ ไม่มีแม้สักคนเดียว”

                นักชีววิทยาทางทะเล Wallace J. Nichols เชื่อว่า มนุษยชาติมีสิ่งที่เรียกว่า ‘blue mind’ ซึ่งเป็นเหตุผลที่เวลาอยู่ใกล้น้ำ (ไม่ว่าน้ำจืด หรือเค็ม) เราจึงรู้สึกสุขสงบ หนีรักแล้วต้องไปพักที่ทะเล อะไรทำนองนั้น เพราะมนุษยชาติล้วนเติบโตมากับทะเลตั้งแต่รุ่นบรรพบุรุษมนุษย์ ape ผู้วิวัฒนาการจนขนบนลำตัวลดน้อยลง เพราะต้องเอาชีวิตรอดกับการอยู่อาศัยกับทะเลนั่นเอง

            “ไม่ว่าจะค้นหาไปในจักรวาล หรือเดินทางไปรอบๆ เพื่อลงหลักปักฐาน มนุษย์ล้วนต้องการอยู่ใกล้แหล่งน้ำเสมอ มีการประเมินว่า 80% ของจำนวนประชากรโลกใช้ชีวิตอยู่ใกล้ชายฝั่งมหาสมุทร ทะเลสาบ แม่น้ำในระยะแค่ 60 ไมล์ มากกว่าครึ่งพันล้านใช้ชีวิตผูกพันกับแหล่งน้ำโดยตรง 2 ส่วน 3 ของเศรษฐกิจโลกเกิดจากกิจกรรมที่พึ่งพิงน้ำไม่รูปแบบใดก็รูปแบบหนึ่ง หนึ่งพันล้านคนโดยประมาณพึ่งพาทรัพยากรทางน้ำในฐานะแหล่งโปรตีนหลักของร่างกาย” แถม Nichols ยังบอกอีกว่า “เสียงจากภูมิทัศน์โดยรอบนั้นชัดเจน มันไม่แผ่วเบา แต่เสียงของน้ำนั้นห่างไกลออกไปจากความอึกทึกของเสียงดนตรี เสียงพูดคุย หรือเสียงของเมือง และภาพเหล่านั้นก็แจ่มชัด เมื่อเทียบกับเวลาคุณยืนอยู่ริมน้ำ และมองออกไปยังเส้นขอบฟ้า กับการนั่งอยู่ในห้องตอนนี้ หรือการเดินอยู่ในเมือง ในสถานที่ที่คุณรับข้อมูลเป็นล้านๆ ทุกวินาที”

            และนั่นคือเหตุผลที่ใครหลายคนชอบใช้เวลาไปกับการได้นิ่งๆ ทอดสายตาไปไกลในทะเลเวิ้งว้าง

 

                เอาล่ะ มาถึงคำตอบของคำถามที่เราเปิดหัวไว้ตั้งแต่ต้นว่า ความชอบสถานที่ที่แตกต่างกันสองแบบ สามารถบอกอะไรในตัวของคนคนหนึ่งได้บ้าง ทำไมเวลาเพื่อนในกลุ่มจะออกทริปสักที ภูเขา กับ ทะเล จึงกลายเป็นข้อถกเถียงเสียทุกครั้งไป แล้วเอ๊ะ! ทำไมคนที่บอกว่าตัวเองชอบภูเขา ถึงมักมีนิสัยไปในทางเดียวกัน พวกที่ชอบทะเลก็ด้วย ดูจะชอบทำอะไรเหมือนกันไปหมด หรือว่า มนุษยชาติจะเติบโตมากจากสองเผ่าพันธุ์ นั่นคือหนึ่ง—เผ่าทะเล และสอง—เผ่าภูเขา กันแน่?

            ซึ่งคำตอบคืออาจ—ใช่!

 

“Jack Dawson เป็น ‘เอ็กซ์โทรเวิร์ต’ และ Edmund Hillary เป็น ‘อินโทรเวิร์ต’”

                นั่นอาจเป็นข้อสรุปจากผลการศึกษาล่าสุดจากมหาวิทยาลัย Virginia ซึ่งทำการสำรวจผู้คนมากถึง613,000คนทั่วสหรัฐฯ โดยโฟกัสไปยังเรื่อง ‘ความแตกต่างระหว่างบุคลิกภาพที่ผูกพันกับความแตกต่างในความชื่นชอบต่อวิวทิศทัศน์’ ซึ่งผลวิจัยนี้ก็ออกมาตอบรับกับยุคสมัยที่คำว่า ‘เอ็กซ์โทรเวิร์ต’ (Extrovert) และ ‘อินโทรเวิร์ต’ (Introvert) กลายมาเป็นเทรนด์ใหม่ที่ผู้คนมักเลือกมาใช้นิยามความเป็นตัวตนของตัวเองได้ดีทีเดียว

                เอาล่ะ ก่อนจะไปไกลกว่านั้น เรามารู้จักความหมายชัดๆ ของคำสองคำนี้กันก่อน...

                1.เอ็กซ์โทรเวิร์ต — (คำนาม) คนที่เข้ากับคนอื่นได้ง่าย, คนที่มีความมั่นใจในการเข้าสังคม

                2.อินโทรเวิร์ต — (คำนาม) คนขี้อาย, คนชอบเก็บตัว

                ซึ่งผลการศึกษาดังกล่าวก็ชี้ให้เห็นความสอดคล้องกันของบุคลิกภาพระหว่างคนชอบภูเขาและทะเล เช่น มากถึง 75% ของคนที่ชื่นชอบทะเลจะชอบเข้าสังคม ถึงแม้ในหัวข้อ ‘เมื่ออยากอยู่ลำพัง คุณจะเลือกไป…?’ คำตอบ ทะเล และ ภูเขา จะออกมาในอัตราส่วนเท่าๆ กัน แต่อีกผลวิจัยหนึ่งก็ชี้ชัดว่า กลุ่มอินโทรเวิร์ตนั้นชอบเดินเข้าป่ามากกว่า โดยนักวิจัยแสดงความเห็นว่า “ไม่มีหลักฐานว่าการใช้ชีวิตในภูเขาเปลี่ยนให้คุณเป็นคนชื่นชอบการสมาคมกับตัวเอง แต่ผู้คนที่มีบุคลิกภาพเช่นนี้ (Introvert) ชอบที่จะได้ใช้ชีวิตในสถานที่ที่พวกเขาจะได้พบเจอกับช่วงเวลาลำพังอันมีค่ามากกว่า”

                จึงเป็นไปได้ว่า ระหว่างการไต่ยอดเขาเอเวอเรสต์อันยิ่งใหญ่ของ Edmund Hillary และ Tenzing Norgay พวกเขาอาจจะกำลังดำดิ่งลงสู่ภวังค์ความคิดของตนแบบคนอินโทรเวิร์ต รอบข้างมีเพียงเสียงหอบหายใจ และบทสนทนาระหว่างกันคงเป็นแบบชนิดนับคำได้ ส่วนเหตุผลที่ทำให้อีตา Jack พูดมากเป็นต่อยหอยกับหญิงสาวนาม Rose ตั้งแต่ครั้งแรกที่ได้เจอกัน ในภาพยนตร์เรื่อง Titanic นั้น คงไม่ใช่แค่เพราะเขาตกหลุมรักเธอชนิดหัวปักหัวปำ แต่คงเพราะอีตา Jack คือเอ็กซ์โทรเวิร์ตชอบเข้าสังคมผู้มาก่อนกาลนั่นเอง

                แล้วคุณล่ะเป็นแบบไหน—ชอบภูเขา หรือทะเล?

 

อ้างอิงจาก

https://blog.nature.org/conservancy/2010/12/04/top-ten-reasons-why-forests-matter

http://blog.scienceborealis.ca/6-%C2%BD-reasons-why-you-should-move-into-the-forest-for-your-health

https://www.bostonglobe.com/metro/2015/08/19/you-prefer-mountain-ocean-vacation-means-more-than-you-think/mZWJYuiEaY275LZahxJr2N/story.html

https://www.mirror.co.uk/news/ampp3d/beach-mountain-your-personality-decides-5297227

https://www.salon.com/2014/07/19why_our_brains_love_the_ocean_science_explains_what_draws_humans_to_the_sea

https://www.today.com/money/beach-or-mountains-study-shows-travel-choices-reveal-your-personality-t38921