• ช้อปครบ 599 ส่งฟรีภายใน 3 วันทำการ
  • ชำระเงินปลอดภัย

คุณยังไม่มีสินค้าในตะกร้า

Blog - 7 กิจกรรมน่าทำช่วงปิดเทอมใหญ่ หากไม่อยากให้กายใจว่างเกิน

7 กิจกรรมน่าทำช่วงปิดเทอมใหญ่ หากไม่อยากให้กายใจว่างเกิน
โดย admin b2s 20/3/2018 18:06

ในขณะที่หลายคนอาจมองว่า ช่วงเวลาปิดเทอมคือช่วงเวลาอันแสนสุขสบาย เป็นการพักผ่อนสมองหลังจากตรากตรำเรียนหนักมาหลายเดือน แต่ก็อาจมีคนคิดว่านี่มันคือช่วงเวลาน่าเบื่อโดยแท้

สำหรับใครที่ไม่อยากอยู่บ้านนอนตีพุงเล่นไปวันๆ แต่ก็ไม่รู้จะไปทำอะไรดี วันนี้ B2S ThinkSpace ขอแนะนำ 7 กิจกรรม 7 ตัวเลือกน่าสนใจ ซึ่งไม่เพียงแค่เป็นกิจกรรมแก้เวิ่นเว้อ ยังช่วยเสริมสร้างพลังงานชีวิตด้วยการใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์อีกด้วย ลองเลือกกิจกรรมทืเหมา

1. Work&Travel ทำงานแถมท่องเที่ยว เฟี้ยวทั่วโลก

                กิจกรรมยอดนิยมในหมู่นิสิตนักศึกษามหาวิทยาลัย จะมีสักกี่ครั้งกันที่เราจะได้ไปทำงานหาเงิน และได้ท่องเที่ยวต่างประเทศไปพร้อมๆ กันเป็นเวลา 3-4 เดือน ซึ่งไม่เพียงแค่จะฝึกทักษะหลายๆ อย่าง อาทิ ฝึกการสื่อสารภาษาอังกฤษ ฝึกการทำงานร่วมกับผู้อื่นในโลกแห่งความเป็นจริง ได้พบมิตรสหายใหม่ๆ แต่ยังได้ออกไปเปิดหูเปิดตาว่าในผู้คนในโลกภายนอกนั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสหรัฐอเมริกาที่ใครหลายๆ คนชอบไป เพื่อให้เห็นว่าเขามีวิถีชีวิตกันอย่างไร ไม่ได้มองเห็นและรู้จักแต่เรื่องในประเทศเพียงอย่างเดียว

นอกจากนั้นผลตอบแทนจากการทำงานก็ถือว่าไม่น้อย แม้เมื่อคำนวณดูดีๆ แล้วมันอาจไม่มากเท่ากับเงินที่ต้องจ่ายเพื่อเข้าร่วมโครงการ แต่หากมองว่าเราเสียเงินเพื่อซื้อประสบการณ์ชีวิตแล้วล่ะก็ การเดินทางไป Work & Travel มันมอบคุณงามความดีที่มีคุณค่ายิ่งกว่าตัวเงินเสียอีก

                 

2. ฝึกงาน ทางลัดสู่การเทิร์นโปร

หากใครไม่มีงบไป Work & Travel หรือไม่ได้สนใจตั้งแต่แรกแล้ว การสมัครฝึกงานตามองค์กรต่างๆ เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจไม่น้อย โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับนิสิตนักศึกษามหาวิทยาลัยทั้งหลาย ซึ่งจะเป็นการได้ทดสอบว่าความรู้ที่ได้มาสามารถนำมาปรับใช้ในการทำงานจริงได้หรือไม่ (หรือบางคนอาจผันไปฝึกในสายงานที่ไม่เกี่ยวกับด้านที่เรียนมาเลยก็ได้เช่นกัน) ความเจ๋งอย่างหนึ่งคือบางองค์กรอาจมีค่าตอบแทนการฝึกงานให้ด้วยนะ เพราะเขาไม่ได้มองว่าเราเป็นนักศึกษาฝึกงาน แต่เป็นคนทำงานจริงๆ เลย ขอแค่เราเตรียมความพร้อมให้ดี อย่าทำให้องค์กรของเขาเสียชื่อก็พอ

การฝึกงานอาจแบ่งได้เป็น 2 กรณีคือ มาฝึกเพราะคณะหรือทางมหาวิทยาลัยกำหนดไว้ในหลักสูตร หรือเลือกมาฝึกเองโดยไม่เกี่ยวกับทางมหาวิทยาลัยแต่อย่างใด ไม่ว่าแบบไหนก็ตาม ควรทำเรื่องขอฝึกงานจากทางมหาวิทยาลัยให้เป็นทางการหน่อยจะดีที่สุด ทางสถานศึกษาจะได้รับทราบว่านักศึกษาของตนเองเข้าไปมีส่วนร่วมในในองค์กรใดบ้าง หากเกิดมีปัญหาอะไรขึ้นมาจะได้ตามล้างตามเช็ด เอ้ย! แก้ไขความผิดพลาดของเราได้สะดวกเน้อ

 

3. เพิ่มพูนความรู้แม้ในวันหยุด

                อย่าเพิ่งโอดครวญไปว่า อุตส่าห์ได้หยุดทั้งที จะให้มาเรียนอะไรอีก เพราะโลกสมัยปัจจุบันที่ทุกอย่างเปลี่ยนผันอย่างรวดเร็ว ความรู้เองก็เช่นกัน มันไม่มีวันหยุดนิ่ง หากช้าไปเพียงนิดเดียว สิ่งที่เราเคยรู้และจำฝังหัวมาตลอดอาจกลายเป็นเรื่องล้าสมัยแล้วก็ได้ นี่เป็นโอกาสอันดีที่เราจะได้เรียนรู้ศาสตร์ในสายอื่นซึ่งเราไม่เคยรู้มาก่อน เช่น เรียนภาษา เรียนทำอาหาร จัดดอกไม้ และศิลปะป้องกันตัว ซึ่งหากเลือกจะเรียนแล้ว ก็จงเรียนให้เต็มที่ เก็บเกี่ยวความรู้ให้คุ้มค่า สมกับค่าเงินที่จ่ายไปด้วยล่ะ เพราะค่าเรียนพวกนี้ไม่ใช่บาทสองบาทนะแก!

                ยิ่งเดี๋ยวนี้สถาบันหรือตามมหาวิทยาลัยดังๆ เปิดคอร์สเรียนเสริมผ่านทางอินเตอร์เน็ตกันแล้ว ให้เรียนรู้ในโลกออนไลน์โดยไม่ต้องก้าวขาออกมาจากบ้านด้วยซ้ำ บางอันฟรี บางอันเสียเงิน ก็ดูให้ดีว่า คอร์สเหล่านั้นตรงกับความต้องการของเราด้วขนาดไหน ถ้าใช่ก็คลิ๊กเลย

 

4. อยากมีเงินใช้ รีบไปทำงานพิเศษ

                กรณีนี้อาจคล้ายคลึงกับการฝึกงาน แต่ก็ไม่เชิงเสียทีเดียว การทำงานพิเศษอาจเป็นงานพาร์ทไทม์เสียมากกว่า การฝึกงานหากเป็นนักเรียนชั้นมัธยมอาจจะค่อนข้างทำเรื่องฝึกยากหน่อย แต่ถ้าเป็นการทำงานพิเศษ ทำงานพาร์ทไทม์ล่ะก็ อันนี้ทำได้ไม่มีปัญหาแน่นอน งานยอดนิยมส่วนใหญ่ก็มักจะเป็นงานบริการนี่แหละ เช่น พนักงานเซเว่น พนักงานร้านแมคโดนัลด์ เคเอฟซี พนักงานร้านเอ็มเคสุกี้ เป็นต้น

                สิ่งที่แตกต่างอีกอย่างจากการฝึกงานคือ การทำงานพาร์ทไทม์จะการันตีแน่นอนว่าได้ค่าจ้างชัวร์ๆ ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับว่างานนั้นคิดชั่วโมงละเท่าไหร่ มีให้เลือกตั้งแต่ 20 กว่าบาทต่อชั่วโมง ไปจนถึง 50 บาทต่อชั่วโมง! สำหรับใครที่ไม่อยากให้เวลาผ่านไปอย่างเปล่าประโยชน์ อยากทำอะไรที่ได้ค่าตอบแทน ไม่ต้องรบกวนขอเงินพ่อแม่ งานพาร์ทไทม์นี่แหละ เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจ

 

5. สุขภาพดีไม่มีขาย ถ้าอยากได้ต้องออกกำลัง

ปัจจุบันเทรนด์การรักษาสุขภาพกำลังมาแรง ผู้คนหันมาเอาใจใส่และทะนุถนอมร่างกายตัวเองมากขึ้น เพราะการออกกำลังกาย นอกจากจะช่วยให้ร่างกายกระปรี้กระเปร่า สดชื่น แข็งแรง ยังเป็นผลดีต่อตนเองในอนาคตด้วย เราคงไม่อยากโตขึ้นไปแล้วอยู่ในสภาพป่วยออดๆ แอดๆ หรือรูปลักษณ์ไม่ดึงดูด มีห่วงยางอยู่รอบเอวกันหรอกเนอะ #ก้มมองตัวเอง

เราสามารถเลือกได้ว่าอยากบริหารร่างกายแบบไหน ใครชอบวิ่งก็วิ่งไป ชอบปั่นจักรยานก็ปั่นไป บางคนมีเพื่อนเยอะ อยากชวนกันไปตีแบดมินตันก็ตีไป บางคนอาจมีเรื่องราคามาเป็นปัจจัยสำคัญด้วย บางคนชอบออกกำลังในสวนสาธารณะ แทบไม่ต้องเสียเงิน แต่บางคนอาจชอบเสียเงินไปฟิตเนส ซึ่งมีอุปกรณ์ต่างๆ ให้เล่นมากมาย ก็แล้วแต่สไตล์ว่าชอบแบบไหน ขอแค่เห็นผู้คนดูแลสุขภาพตัวเอง แค่นี้เราเห็นก็สุขใจแล้ว

 

6. ถ้าเราเหนื่อยล้า จงออกท่องเที่ยว

                การท่องเที่ยวอาจดูเหมือนเป็นกิจกรรมที่ไร้แก่นสาร แต่จริงๆ แล้วมอบอะไรให้มากกว่าที่คิด คุณจะได้ออกไปเปิดหูเปิดตา ได้ไปพบเจอกิจวัตรที่แปลกใหม่ บางทีเราอาศัยและใช้ชีวิตอยู่แต่ในย่านของตัวเอง จนคุ้นชินไปแล้ว การออกไปเผชิญถิ่นอื่นบ้างจะช่วยให้เรามองโลกกว้างขึ้นไม่น้อย เพราะถึงแม้จะเป็นประเทศไทยเหมือนกัน แต่เมื่ออยู่คนละจังหวัด วัฒนธรรมก็แตกต่างกันแล้ว นี่ไม่ต้องพูดถึงเลยว่า ถ้าไปต่างประเทศ มันจะยิ่งแตกต่างกันขนาดไหน

                การเที่ยวขึ้นอยู่กับงบประมาณด้วย ใครงบมากหน่อยก็อาจมีตัวเลือกมากกว่าหน่อย แต่ไม่ว่าจะเที่ยวไหนล้วนต้องคำนวณค่าใช้จ่ายดีๆ เหมือนกัน ก่อนจะไปในที่แปลกถิ่น เตรียมความพร้อมเอาไว้หน่อยก็ดี หาทางหนีทีไล่ หาความรู้ไว้ด้วยเช่นกันว่าที่ๆ เราจะไปมีอะไรควรหรือไม่ควรทำ มีใครที่สามารถพึ่งพาได้ยามลำบากบ้าง เพื่อที่เวลาเกิดเรื่องอะไรขึ้นมาจริงๆ เราจะได้รับมือถูก หรือถ้าใจปล้ำจริงๆ ก็เที่ยวแบบไร้แพลนไปเลย เป็นอีกหนึ่งประสบการณ์ที่คุณจะจดจำมิรู้ลืม

 

7. หนังสือกองพะเนินยุบลงได้ด้วยการอ่าน

                งานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติมาทีไร ใครๆ ก็จะไปกวาดเรื่องที่อยากอ่านมาจนหมดแผงกระเป๋าตังค์แฟ่บ แล้วก็มานั่งนอนกังวลว่า “โอ๊ย ทำไมหนังสือเต็มห้องแบบนี้”

เอาเข้าจริงช่วงปิดเทอมนี้เป็นโอกาสดีของคุณแล้ว ถ้าไม่อยากออกไปทำกิจกรรมข้างนอก ไม่อยากเรียนเสริม หรือไม่อยากทำอะไรเลยก็ตามที ทางเลือกที่ขอแนะนำคือจงหยิบหนังสือเล่มที่เคยซื้อมาแล้วอ่านไปเรื่อยๆ ครับ นอกจากจะได้สลายความใหญ่โตของกองหนังสือที่ซื้อมาแบบไม่ได้ฉุดคิด ยังได้เพิ่มพูนความรู้ ได้ความบันเทิง และสามารถเอาไปเล่าให้ใครฟังด้วยแววตาโตเป็นประกายได้ว่า “ฉันรู้ ฉันอ่านมา”

เพราะหนังสือก็เปรียบได้กับทางลัด นำพาผู้คนออกไปเปิดรับประสบการณ์ที่ไม่เคยพบเจอ ทั้งที่ตัวเราอาจไม่เคยประสบเองด้วยนะ เหมือนที่ ฟราสซิล เบคอน กล่าวไว้ว่า “การอ่านทำคนให้เป็นคนโดยสมบูรณ์” นั่นเอง