• ช้อปครบ 599 ส่งฟรีภายใน 3 วันทำการ
  • ชำระเงินปลอดภัย

คุณยังไม่มีสินค้าในตะกร้า

Blog - ทำไมการใช้ชีวิตต้องมีโรงเรียน? ปราบดา หยุ่น กับเบื้องหลัง School of Life

ทำไมการใช้ชีวิตต้องมีโรงเรียน? ปราบดา หยุ่น กับเบื้องหลัง School of Life
โดย admin b2s 12/3/2018 18:16

พูดถึงโรงเรียนเราก็คงนึกโรงเรียนที่มีการเข้าแถวสวดมนต์ 8 โมงเช้า เข้าเรียน พักกลางวัน เข้าชมรม และเรียนพิเศษอีกสักนิดก่อนกลับบ้าน โอเค เด็กผู้ชายบางคนอาจมีการโดดเรียนไปเตะฟุตบอลบ้าง

แต่นั่นไม่ใช่แนวทางของโรงเรียนชีวิตที่ชื่อ The School of Life สถาบันสอนบทเรียนชีวิตที่โรงเรียนปกติไม่ได้สอน ก่อตั้งโดยนักเขียนอังกฤษชื่อดัง อาลัน เดอ บัททัน มีสาขาทั่วโลกแล้วกว่า 10 แห่ง ซึ่งปัจจุบันก็มาเปิดในประเทศไทยแล้วโดย B2S

วันนี้เรามีโอกาสคุยกับคุณ ปราบดา หยุ่น ในฐานะเป็นผู้จัดการโครงการ พร้อมการเปิดตัวหนังสือ “ความสัมพันธ์” (Relationships) สมมติฐานความรักที่ต้อง “เรียนรู้” มากกว่าการใช้ “ความรู้สึก” ลองดูว่าทำไมเราต้องมีโรงเรียนชีวิต ทำไมความสัมพันธ์ถึงเป็นวิชาแรกที่ต้องเรียน และการทำงานหนังสือ Self-Improvement ที่แมส (Mass) มากๆ สำหรับเขาเป็นอย่างไร

 

 

คุณเริ่มรู้จัก The School of Life มาตั้งแต่ตอนไหน

เวลาไปร้านหนังสือภาษาอังกฤษ เราชอบไปดูโซนหนังสือปรัชญา แล้วหนังสือของ The School of Life จะอยู่ในหมวดนี้ แรกเริ่มเขามักนำแนวคิดของนักปรัชญาเก่าๆ มาย่อยให้อ่านง่าย เราจึงเริ่มรู้จักชื่อจากตอนนั้น ต่อมาเราไปเที่ยวต่างประเทศแล้วพบร้านกาแฟชื่อ The School of Life ก็สงสัยว่าคืออะไร เข้าไปก็เห็นสินค้า Stationary ที่มีคอนเซปต์จากนักปรัชญา ทำให้เรารู้ว่าเขาแตกธุรกิจมาจากสำนักพิมพ์อีกที เราก็เริ่มเข้าใจ และทำความรู้จัก The School of Life มากขึ้น

The School of Life พยายามสอนเรื่อง Emotional Intelligence หรือปัญญาในความรู้สึกครับ พยายามบอกว่าความรู้สึกเป็นปฏิกิริยาทางวิทยาศาสตร์ ทุกคนรู้สึกอะไรก็เพราะว่าเหตุผลอะไรบางอย่าง เป็นหลักสูตรชีวิตที่ครอบคลุมหลายๆ เราคิดว่ามันให้ประโยชน์ในแง่การใช้ชีวิตประจำวัน มากกว่าไต่ไปสู่อุดมคติ

 

อะไรคือเหตุผลที่คุณตกลงมาเป็นผู้จัดการโครงการ The School of Life

B2S มักปรึกษาคนในวงการนักเขียนอยู่บ่อยๆ เราก็เสนอว่ามีสำนักพิมพ์อังกฤษที่น่าสนใจชื่อ The School of Life ซึ่งตรงกับความสนใจของ B2S พอดิบพอดี

เดิมที The School of Life เป็นสำนักพิมพ์ที่มีคนไทยหลายคนสนใจนะครับ แต่เขาเป็นเหมือนสถาบันที่พิมพ์หนังสือมากกว่า ฉะนั้นการติดต่อจึงไม่เหมือนสำนักพิมพ์ทั่วไป บังเอิญว่าเรารู้จักคนก่อตั้ง จึงเสนอให้คุยเจาะไปที่นักเขียนโดยตรง เราก็เริ่มจากส่งอีเมล์ไปหาคุณอาลัน ต่อมาก็มีการพูดคุยจริงจัง ทำให้เขารู้จักว่า B2S คือใคร สุดท้ายก็มีการซื้อลิขสิทธิ์กัน

 

เห็นศักยภาพอะไรของ The School of Life ที่เหมาะสมกับนักอ่านชาวไทย

ยุคนี้การศึกษาในมหาวิทยาลัยหรือโรงเรียนมันแคบไปแล้ว คนต้องการมากกว่านั้น การศึกษาปกติไม่ได้พูดถึงการใช้ชีวิตจริงๆ ทุกวันนี้เราจึงเห็นความนิยมเกี่ยวกับการสอนชีวิตให้คนหมู่มาก เช่น มีคนตั้งตัวเองเป็น Life Coach หรือหนังสือหมวด Self-Improvement ที่ได้รับความสนใจมากขึ้น แต่งานของ The School of Life แตกต่างจากหนังสือเหล่านั้น

หนังสือเล่มอื่นจะวางอุดมคติบางอย่างเกี่ยวกับชีวิต แต่ The School of Life เป็นการเรียนรู้จากด้านดาร์กของชีวิต ซึ่งในความเป็นจริงแล้วมันดาร์กเพราะคนมองว่ามันดาร์กเอง เป็นการนำประเด็นต่างๆ ที่สังคมวางกรอบเอาไว้ มาทำให้เราเข้าใจว่า ถ้าเราไม่มีชีวิตตามอุดมคติมันก็ไม่ผิด ไม่ได้บกพร่อง ไม่ได้เป็นปัญหา เราต่างหากที่พยายามทำตามคาดหวังของสังคมจนกระทั่งเป็นปัญหาขึ้นมา

เช่น สังคมมักกำหนดอุดมคติเกี่ยวกับความรักเอาไว้ว่าต้องมีแฟน ก็จะทำให้คนโสดมองตัวเองเป็นลูสเซอร์ ไม่สมบูรณ์แบบ อุดมคติมันทำให้คนที่ไม่มีชีวิตตามอุดมคติรู้สึกผิด ต่ำต้อย หม่นหมอง และมันอาจจะเป็นที่มาของสภาวะซึมเศร้าด้วย

คุณเป็นทั้งนักออกแบบ บรรณาธิการหนังสือวรรณกรรม การมาจับหนังสือ Self-Improvement มันยาก/ง่ายกว่าเดิมไหม

ถ้าเป็น Self-Improvement แบบอื่นที่ไม่ใช่ The School of Life คงไม่เหมาะกับผมหรอกครับ มันไม่ใช่ความสนใจของตัวเอง เราไม่เชื่อการวางอุดมคติที่ครอบคลุมทุกคน เพราะเราไม่เชื่อว่าทุกคนมีชีวิตเหมือนกัน แต่เราสบายใจที่จะทำโครงการ The School of Life และรู้สึกดีที่จะทำเพราะมันเป็นการให้มุมมองที่มีเหตุมีผลกับคน มากกว่าพยายามจูงใจหรือโน้มน้าวคนให้เชื่อในอุดมบางอย่างอะไรบางอย่าง

 

เนื่องจากเป็นหนังสือ Self-Improvement และทุกคนต่างมี Self เป็นของตัวเอง หมายความว่าเป็นหนังสือที่แมสมาก คุณมีวิธีการทำงานอย่างไรให้เข้าถึงคนอ่านจำนวนมากขนาดนี้

มันยากมากในแง่ผมเดาแมสไม่เป็นครับ (หัวเราะ) โดนส่วนตัวความสนใจของผมมันไม่แมสมาก แต่ก็ไม่ประหลาดจนไม่แมสเลย สมมติง่ายๆ เราก็เป็นคนทั่วไปที่สนุกกับหนังซูเปอร์ฮีโร่ แต่ในแง่การตลาดเราอาจไม่ใช่คนที่เดาความต้องการของแมสเป็นเท่าไหร่ ซึ่งพอรู้ว่าเราไม่ได้เป็นคนแมส เราจึงอิงอยู่กับเนื้อหาเป็นหลัก ถ้าเนื้อหามันมีคุณค่า มีความเป็นเหตุผล มีประโยชน์จริง เราเชื่อว่าทำไปเถอะครับ ความเป็นแมสบางทีไม่ได้มาจากความคาดเดา แต่มาจากคนบอกต่อๆ กัน ถ้าทุกอย่างคาดเดาได้ เราเชื่อว่าก็คงไม่มีความสร้างสรรค์ใหม่ๆ เกิดขึ้นหรอก

 

The School of Life มีหลากหลาย Section ทำไมถึงเลือกประเด็นความสัมพันธ์ (Relationship) มาให้คนศึกษาก่อน

ถ้าคนเราได้เรียนรู้และเข้าใจเรื่องความสัมพันธ์เป็นพื้นฐาน มันจะมีประโยชน์กับชีวิตมากที่สุด มันจะทำให้เราก้าวข้ามปัญหาไปได้เร็ว เพื่อให้เราไปใช้ชีวิตกับเรื่องอื่นมากขึ้น

ลองสังเกตดู เรื่องความสัมพันธ์มันมีปัญหามาตั้งแต่เด็กเลย ทะเลาะกับแฟนหรืออะไรก็ตาม มันเป็นปัญหาใหญ่ในชีวิต ถ้าเราตัดปัญหานี้ได้เร็วเข้าใจมันได้เร็วขึ้น หรือคนเข้าใจกันได้มากขึ้น อนาคตเราก็สามารถมุ่งแก้ปัญหาเรื่องกางาน พ่อแม่ อายุขัย สุขภาพ เรื่องอะไรต่างๆ ที่มีประโยชน์กับชีวิตจริงๆ มากขึ้น เพราะฉะนั้นการเรียนรู้เรื่องความสัมพันธ์ก่อน ก็เป็นเรื่องดี

 

เคยมีคนมาปรึกษาเรื่องความรักกับคุณไหม

ไม่ค่อยมีหรอกครับ เพราะเราให้ความคิดเห็นไม่แมสเท่าไหร่ อีกอย่างเราอาจเป็นตัวอย่างที่แย่ด้วย อย่าเลย (หัวเราะ)

หนังสือ “ความสัมพันธ์” (Relationships) ตั้งต้นจากสมมติฐานที่ว่าความรักเป็นทักษะที่ต้องเรียนรู้ มากกว่าเป็นอารมณ์ที่รู้สึก หนังสือเล่มนี้จะพาเราไปพบกับปัญหาหลักๆ ของความสัมพันธ์ ตั้งแต่การโต้เถียง การให้อภัย ไปจนถึงการสื่อสาร เพื่อให้แน่ใจว่าการประสบความสำเร็จในความรักนั้น ไม่จำเป็นต้องอาศัยแค่โชคอีกต่อไป สามารถหาซื้อหนังสือ “ความสัมพันธ์” (Relationships) มาอ่าน หรือจะมอบเป็นของขวัญให้คนที่คุณรักได้แล้ววันนี้ที่บีทูเอส ราคา 215บาท หรือที่ www.b2s.co.th