• ช้อปครบ 599 ส่งฟรีภายใน 3 วันทำการ
  • ชำระเงินปลอดภัย

คุณยังไม่มีสินค้าในตะกร้า

Blog - ครูคูลคูล: 5 แนวการสอนสุดเจ๋งฉบับไทยแลนด์ 4.0

ครูคูลคูล: 5 แนวการสอนสุดเจ๋งฉบับไทยแลนด์ 4.0
โดย admin b2s 28/3/2018 18:02

ในยุคที่อะไรมาไวไปไว เด็กส่วนใหญ่เองก็เติบโตมาพร้อมกับเทคโนโลยีการเรียนรู้ที่หลากหลาย สื่อการเรียนรู้เปลี่ยนจากหน้ากระดาษไปสู่แท็บเล็ต โทรศัพท์มือถือ หรือแม้แต่คลิปตามยูทูปเองก็กลายมาเป็นครูคนที่สองคนตที่สามของเด็กและเยาวชน

แต่ก็ใช่ว่าคุณครูตัวจริงจะหมดบทบาทไปเสียหมด ลองมาดูกันว่า แนวทางการสอนแบบไหนที่จะช่วยมัดใจนักเรียนทั้งหลายให้สนุกไปกับการเรียนรู้ได้ทั้งในและนอกห้องเรียน

1. ครูจุ๊ย - กุลธิดา รุ่งเรืองเกียรติ

ครูจุ๊ย นักวิชาการอิสระผู้มีประสบการณ์ด้านการศึกษาจากฟินแลนด์ ดินแดนที่ได้ชื่อว่ามีระบบการศึกษาดีที่สุดในโลก แลกเปลี่ยนว่า ในยุคแห่งความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีเช่นนี้ คุณครูเองก็ต้องปรับตัวตามนวัตกรรมการเรียนรู้ที่เปลี่ยนไป ด้วยการทำความใจบริบทของนักเรียน

“เทคโนโลยีคือเรื่องปกติธรรมดาในชีวิตประจำวัน ข่าวสารข้อมูลจำนวนมากมีทั้งที่มีคุณภาพและไม่มีคุณภาพ เราจึงไม่ตัดสินนักเรียนในแง่ลบไปก่อน เช่น หากนักเรียนใช้เครื่องมือสื่อสารในห้องเรียน บางทีนักเรียนอาจติดตามเนื้อหาที่ครูกำลังสอนโดยการหาข้อมูลอยู่ก็ได้”

นอกจากนั้น ครูจุ๊ยยังเสริมเคล็ดลับในห้องเรียนอีกว่า คุณครูเองก็ต้องตกลงกับนักเรียนอย่างเข้าอกเข้าใจและโดยการรับฟังผ่านการสื่อสารเชิงบวก “เน้นให้นักเรียนควบคุมตนเองให้ได้มากกว่าการสั่งห้ามเด็ดขาดจากคุณครู” เพราะอาจจะทำให้เด็กขยาดจนเบื่อคุณครูไปได้

ครูจุ๊ยเห็นว่าเทคโนโลยีสามารถเป็น “ผู้ช่วย” อันทรงพลังในการออกแบบบทเรียนและการเรียนการสอนได้โดยหากออกแบบการเรียนรู้ในห้องเรียนด้วยการสร้างการมีส่วนร่วมระหว่างนักเรียนและคุณครู ผ่านกิจกรรมที่ให้นักเรียนได้ขบคิดไปพร้อมกับการลงมือปฏิบัติ และแก้ปัญหาด้วยตนเองก็จะทำให้ห้องเรียนไม่น่าเบื่อจนเกินไป อีกทั้งยังทำให้เราไม่จำเป็นต้องใช้เทคโนโลยีทดแทนการเรียนการสอนทั้งหมดอีกด้วย

.

2. ครูพี่แนน - อริสรา ธนาปกิจ

เมื่อพูดถึงเรื่องวิถีการสอนที่แปลกใหม่แล้วจะไม่พูดถึง ครูพี่แนน แห่งสถาบันกวดวิชาภาษาอังกฤษ Enconcept ก็กระไรอยู่ เพราะครูพี่แนนถือเป็นครูที่นำร่องการเรียนกวดวิชาที่ดึงการมีส่วนร่วมของนักเรียนในห้องเรียนด้วยการเรียนภาษาอังกฤษที่หลายคนบ่นว่าแสนยากผ่านบทเพลง

โดยบทเพลงที่ว่านี้เกิดมาจากการปิ๊งไอเดียว่า ถ้าลองจับเพลงร่วมสมัยที่ฮิตติดหูเด็กๆ มาสอดแทรกคำศัพท์และการแปลความหมายเข้าไปในเพลงเดียวกัน จะช่วยทำให้นักเรียนจำคำศัพท์ได้ง่ายขึ้นและยังทำให้กลุ่มคำศัพท์นั้นๆ “หลอนนนน ติดหู” อย่างที่ครูพี่แนนพูดไว้หลายครั้งในห้องเรียน

เทคนิคการสอนเช่นนี้เองที่ทำให้ครูพี่แนนเข้าไปนั่งอยู่ในใจเด็กนักเรียนหลายคน ซึ่งการสอนผ่านการใช้เพลงเช่นนี้สอดคล้องกันกับงานวิจัยเชิงทดลองของ Maria Witek และคณะที่ว่า เพลงหรือดนตรีที่เหมาะสมมีส่วนช่วยสำคัญในการเพิ่มความสามารถในการจดจำและการจดจ่อของชั้นเรียน ดังนั้นจึงไม่ต้องแปลกใจว่าเหตุใดเมื่อกล่าวถึงการเรียนเสริมในรายวิชาภาษาอังกฤษ ชื่อของครูพี่แนนจึงผุดมาเป็นชื่อแรกๆ ที่นักเรียนตั้งแต่ชั้นประถมถึงมัธยมปลายกล่าวถึง

(อ้างอิง http://journals.plos.org/plosone/article?id=10.1371/journal.pone.0094446)

.

3. ครูอัฐ

ช่วงหลังมานี้ กระแสการเรียนรู้ในโรงเรียนทางเลือกได้รับการยอมรับจากเหล่าผู้ปกครองมากขึ้น นั่นเพราะการจัดรูปแบบการเรียนการสอนที่เน้นการศึกษาอย่างเป็นองค์รวมโดยมีเด็กนักเรียนเป็นศูนย์กลาง เช่นเดียวกับโรงเรียนรุ่งอรุณ องค์กรไม่แสวงหาผลกำไร ที่จัดการเรียนการสอนตั้งแต่ระดับชั้นอนุบาลไปจนถึงระดับ ม.ปลาย บนพื้นที่สีเขียวของโรงเรียนกว่า 50 ไร่ บริเวณชานเมืองย่านบางขุนเทียน

อย่ากระนั้นเลย เมื่อห้องเรียนแบบเดิมมันเอาท์ไปแล้ว ครูอัฐ ผู้สอนวิชาสังคมศึกษาและภาษาไทยให้นักเรียนชั้น ม.1 แห่งโรงเรียนรุ่งอรุณ เลยขอเปลี่ยนห้องเรียนให้เป็นสตูดิโอทำหนัง!

ใช่ ฟังไม่ผิด เปลี่ยนห้องเรียนเป็นสตูดิโอทำหนัง นั่นทำให้นักเรียนของเขาได้เรียนรู้เนื้อหาตามหลักสูตรของโรงเรียนผ่านการลงมือคิดโครงเรื่อง วางแผน ถ่ายทำ ตัดต่อ จนสำเร็จมาเป็นภาพยนตร์หรือสารคดีสุดจ๊าบกลุ่มละเรื่องสองเรื่อง

“สำหรับเรื่องการทำหนัง เราเองก็เรียนรู้ไปพร้อมๆ กับนักเรียน เรื่องพวกนี้เด็กไปไวกว่าครูเยอะ เราจึงมีหน้าที่แนะนำเขาในเชิงการทำงาน การหาข้อมูล ช่วยในขั้นตอนที่ติดขัด และคอยสังเกตและพัฒนาทักษะชีวิตให้เขา แต่ตรงนี้ต้องระวัง เราต้องฟังเขาให้มาก อย่าเอาความคิดเราไปครอบเขา ไม่งั้นเขาจะไม่ได้เรียนรู้อะไรเท่าที่เป็น”

ครูอัฐยังเสริมว่า “เราว่าวิธีแบบนี้แหละที่เด็กชอบ เริ่มจากความชอบของเด็กเอง ทำไปหาความรู้ไป เรียนรู้จากปัญหาที่เจอ การเรียนการสอนแบบนี้เด็กจะเป็นเจ้าของการเรียนเอง เขาก็จะตะกุยหาความรู้ของเขาเอง ต่อยอดการเรียนรู้ด้วยตัวเอง ค้นพบและรู้จักตัวเองจากการทำงาน ในทางการศึกษาเรียกการเรียนแบบนี้ว่า Active Learning เป็นลักษณะการเรียนรู้ที่เป็นธรรมชาติที่ดี”

ฟังแล้วอิจฉาเด็กสมัยนี้ชะมัดเลยว่าไหม?

.

4. ป๊อบ - กิตติพงษ์ หาญเจริญ

หากเป็นวัยรุ่นทั่วไป เส้นทางสู่รั้วมหาวิทยาลัยอาจจะเริ่มกันตั้งแต่ชั้น ม.4 หรือบางคนชิลหน่อย ม.6 ค่อยคิดก็ยังพอทัน จบ ม.ปลาย แล้วต้องมุ่งหน้าสู่ระดับอุดมศึกษาทันทีคือภาพจำและวิถีของวัยรุ่นไทยแทบทุกคน แต่ไม่ใช่พี่ป๊อบ ผู้ก่อตั้ง “มหาลัยแห่งความรักและธรรมชาติ”

เพราะไม่เพียงแต่จะก่อตั้งมหาลัยและเปิดรับนักเรียนเพื่อมาเรียนรู้การใช้ชีวิตที่สามารถพึ่งพาตนเองและส่งต่อความรักไปยังเพื่อนมนุษย์และธรรมชาติรอบตัวเราได้ในเวลาเดียวกัน แต่ป๊อบยังริเริ่ม “Gap Year Program” หลักสูตรที่จะชวนหนุ่มสาวทั้งหลายมาใช้เวลา 9 เดือน เพื่อร่วมเรียนรู้ชีวิตผ่านการเดินทางและลงมือปฏิบัติจริงกับเหล่าปราชญ์ท่านอื่นๆ ทั่วประเทศ โดยมีคำชี้ชวนที่น่าสนใจว่า หากใครกำลังมองหาการเรียนการสอนรูปแบบใหม่ๆ ใครต้องการ “หยุด” เรียนในห้องเรียนสัก 1 ปี แล้วออกเดินทางไปเรียนรู้กับเพื่อนในโลกกว้าง โปรแกรมนี้ก็น่าสนใจไม่น้อย

เพราะป๊อบเชื่อมั่นว่า คุณสมบัติคลาสสิกของการเป็นครูก็คือการรับฟังนักเรียน สังเกตความสนใจ มีความรักและความเมตตาให้

“ความสัมพันธ์ที่บริสุทธิ์ เรียบง่าย และน่าจะเป็นที่สุด (ultimate) ของมนุษย์ก็คือเพื่อน มันเป็นความสัมพันธ์ที่เป็นธรรมะที่สุดแล้วของชีวิต ความหมายของ ‘สัพเพ สัตตา สัตว์ทั้งหลายที่เป็นเพื่อนทุกข์...’ สำหรับเรามันจึงมีความหมายที่ลึกซึ้ง งดงามนะ เพราะเราเป็นเพื่อนที่มีความทุกข์เหมือนๆ กัน ดังนั้น ถ้าตราบใดที่ครูยังเป็นเพื่อนอยู่ เราว่าการเรียนรู้ร่วมกันกับนักเรียนมันเกิดขึ้นได้เสมอ เอาหัวโขนของอำนาจสมมติออกไป แล้วเดี๋ยวความเป็น ‘ครู’ ในความหมายของ ‘เพื่อน’ มันจะเกิดขึ้นเอง ผมว่านี่แหละ มิติใหม่ของการศึกษาที่เป็นธรรมชาติ”

.

5. Maggie MacDonnell

คุณครูคนสุดท้ายที่เราอยากแนะนำให้รู้จักนั้นคือ Maggie MacDonnell ผู้ได้รับรางวัล The Global Teacher ในปี 2017 ที่ผ่านมา โดยเจ้ารางวัลที่ว่านี้เป็นรางวัลที่ตั้งเพื่อฉายไฟไปยังครูที่ทำงานอยู่ท่ามกลางความยากลำบาก ความเหลื่อมล้ำทางสังคม หรือความขัดแย้งทางการเมือง เพื่อเป็นกำลังใจและให้ความเชื่อมั่นแก่คุณครูทั้งหลายว่า ครูที่ดีนั้นเปลี่ยนโลกใบเล็กใบน้อยได้ และโลกนี้เคลื่อนที่ได้เพราะมีครูดีอยู่เบื้องหลัง

แม็กกี้เป็นคุณครูที่เลือกไปสอนในหมู่บ้านของชาวอินูอิท (Inuit) ตอนเหนือของประเทศแคนาดาซึ่งเป็นบริเวณที่มีอากาศหนาวเหน็บและสามารถเดินทางเข้าถึงได้ด้วยเครื่องบินทางอากาศเท่านั้น!

เพราะแม็กกี้เชื่อว่าการศึกษาที่ดีจะช่วยเป็นส่วนสำคัญในการเปลี่ยนแปลงโลกใบนี้ได้ เธอจึงจัดการเรียนการสอนของเธอให้เหมาะสมกับสภาพการดำรงชีวิตของชาวอินนูอิท และในฐานะครู เธอเลือกที่จะก่อตั้งศูนย์ออกกำลังกาย โรงอาหารของชุมชน และเปิดร้านค้ามือสอง ซึ่งสามารถรองรับความต้องการได้ทั้งนักเรียนและชาวบ้านโดยรอบได้ นอกจากนั้นแม็กกี้ยังเป็นแกนนำสอนให้ผู้หญิงในชุมชนรู้จักกับการคุมกำเนิดและการป้องกันโรคจากการมีเพศสัมพันธ์ เธอจึงเป็นประหนึ่งเทียนเล่มเล็กๆ ที่ส่องสว่างและให้ความอบอุ่นในพื้นที่หนาวเย็นแห่งนี้ได้อย่างที่มีคนนึกไม่ถึงนั่นเอง