กางสตอรี่บอร์ด บอกไอเดียเบื้องหลังวิดีโอ ‘Nothing Like Handmade’ โดยชูใจ กะ กัลยาณมิตร

เชื่อว่าหลายๆ คนที่กำลังอ่านอยู่นี้ได้เห็นวิดีโอ Nothing Like Handmade’ โฆษณาสุดคราฟต์ที่มีโปรดักชันสุดบ้าพลังจากฝีมือของทีม ชูใจ กะ กัลยาณมิตร ที่นำโดย กิ๊บ–คมสัน วัฒนวาณิชกร กันไปแล้ว ซึ่งทุกคนที่ได้ดูก็ต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าทำได้ยังไง แถมยังทึ่งไปกับฝีมือของนักวาดผู้อยู่เบื้องหลังงานชิ้นนี้อีกต่างหาก

วันนี้เราจะพาไปคุยกับคุณกิ๊บ ถึงเบื้องหลังของโฆษณาตัวนี้กันว่ามันมีจุดเริ่มต้นมายังไง อะไรที่ทำให้ตัดสินใจสร้างโปรดักชันสุดอลังการนี้ สตอรี่บอร์ดที่เราไม่เคยเห็นที่ไหน เบื้องหลังลายเส้นเหล่านั้นคือมือของใคร และสุดท้ายแล้วผลงานนี้เป็นไปตามที่เค้าคิดไว้แค่ไหน เราไปดูกัน

1

1.

โจทย์ลูกค้านั้นมีอยู่สองข้อ หนึ่งคือเค้าต้องการจะรีเฟรชแบรนด์ของเค้าให้ดูมีความครีเอทีฟมากขึ้น และสองคือในแง่ของมาร์เก็ตติงเครื่องเขียน เพราะปัจจุบันคนที่ใช้สี ใช้ดินสอ ใช้กระดาษในการวาดมันเริ่มน้อยลง หันไปใช้พวกโปรแกรมกันมากกว่า เค้าเลยอยากให้เราพูดถึงพลังการสร้างสรรค์ของมือ สร้างอินสไปร์ให้คนเห็นคุณค่าของการกลับมาทำงานคราฟต์อีกครั้งหนึ่ง ซึ่งมันก็ยากในแง่ของการจะเชิญชวนคนที่ใช้คอมพิวเตอร์ให้กลับมาทำงานคราฟต์อีกครั้ง เพราะมันก็เป็นเรื่องของความถนัด ก็เป็นความท้าทายที่ค่อนข้างยากเหมือนกันครับ

 

2

2.

หลังจากที่ได้รับโจทย์มา ไอเดียแรกและไอเดียเดียวที่ออกมาก็คือไอเดียนี้เลยครับ เรารู้สึกว่ามันเป็นสิ่งเดียวที่งานคราฟต์จะชนะงานคอมพิวเตอร์ได้ เพราะงานคราฟต์มันมีพลังของมันอยู่ มันทำให้เราได้โชว์ศักยภาพ และมันคือสิ่งที่ออกมาจากเราจริงๆ ซึ่งเราก็ไม่ได้ว่างานคอมพิวเตอร์นะ แค่พยายามจะบอกว่างานคอมพิวเตอร์ในปัจจุบันที่เราสร้างมาต้นแบบมันก็มาจากงานคราฟต์นี่แหละ เอฟเฟ็กต์หรือฟิลเตอร์ต่างๆ ก็คือเทคนิคของงานฝีมือ เพราะฉะนั้นเราจึงใช้ไอเดียที่แสดงให้เห็นว่าเครื่องมือต่างๆ ในคอมพิวเตอร์นั้น เราสามารถทดแทนได้ด้วยของจาก B2S นะ จากเมื่อก่อนคอมพิวเตอร์พยายามจะมาทดแทน มาตอนนี้เราก็จะแสดงว่าเราก็สามารถทดแทนคอมพิวเตอร์ด้วยมือได้ เหมือนย้อนทางกลับไป และเล่าออกมาผ่านโปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่คุ้นเคยกันอย่าง Photoshop

 

3

3.

ขั้นแรกจริงๆ เราไม่ได้คิดว่าต้องให้กระดาษที่วาดเข้าไปอยู่ในหน้าจอเดียวกันขนาดนั้น ไอเดียเรามีแค่ว่าทุกอย่างต้องทำจากมือ เราจะสร้างทุกซีนด้วยมือ ประกอบด้วยมือ แล้วค่อยเฉลยในเบื้องหลังว่าทุกอย่างมันทำจากมือหมดนะ แต่พอมานั่งดูขั้นตอนโปรดักชันจริงแล้วเรารู้สึกว่า ถ้าเราจะทำให้คนรู้สึกว่าเรากำลังทำบางสิ่งบางอย่างที่ไม่ได้ใช้คอมพิวเตอร์ กระดาษที่อยู่ในกรอบโปรแกรมมันก็ควรเป็นสิ่งที่อยู่ในสเกลเดียวกันได้เลย ก็บอกกับทางผู้กำกับไปว่าเราต้องการแบบนี้ มันเลยออกมาว่าเราจะวาดกันในแบบที่เซ็ตมุมกล้องขึ้นมา โดยเลือกถ่ายจากด้านบนเพราะต้องการตัดปัญหาเรื่องแสงเงา และถ้าเราวาดจากด้านบนมันจะรู้สึกว่าบ้าพลังดี

 

4

4.

สำหรับผู้กำกับในงานนี้คือต้น–ยศศิริ ใบศรี ที่ให้ต้นมาช่วยเพราะเราเคยร่วมงานกับต้นมาหลายครั้งแล้ว ซึ่งเค้าจะเป็นสายอาร์ตที่มีความคราฟต์และชอบทดลองอยู่แล้ว แล้วก็จะเป็นเจ้าพ่ออุปกรณ์ที่ชอบเอาของต่างๆ มาพลิกแพลง เวลามีงานอาร์ตไดเรกชันใหม่ๆ เลยจะนึกถึงเค้าเสมอ

 

5

5.

ในการทำโปรดักชันของงานนี้ เริ่มต้นผู้กำกับก็ถามผมก่อนเลยว่าต้องการเฟรมขนาดเท่าไหร่ เราก็วัดจากหน้าจอไปเลย สเกลมันคือ 16:9 ผมก็ส่ง Tutorial ของ Photoshop ไปให้เค้าดู เพราะเราต้องการให้มันดูเป็นหน้าจอจริงๆ สเกลจึงต้องเหมือนมาก เราก็ต้องวัดหมดทั้งตัวเครื่องมือ ไปจนถึงความสูงของกระดาษที่นำมาใช้วาดว่าเราต้องถ่ายจากความสูงเท่าไหร่มันถึงจะเหมือนว่าอยู่ในจอ

ความยากอีกอย่างคือผมต้องการที่จะมีการโชว์เครื่องมือต่างๆ ด้วย ถ้าเป็นในโปรแกรมมันคือการเอาเมาส์ไปคลิก มันก็จะสไลด์ออกมา เราก็อยากได้แบบนั้นแต่เป็นการสไลด์ออกมาด้วยมือ ซึ่งอันนี้เป็นเรื่องยากของทีมโปรดักชันมากที่เค้าจะต้องไปดีไซน์ลิ้นชักหรือบานเปิดนี้ขึ้นมา เพราะมันต้องลิงก์กับสคริปต์ด้วยว่าเราจะมีเครื่องมืออะไรให้หยิบมาใช้ ซึ่งเราก็เอาไม้มาวัดไซส์วัดขนาดแล้วเลื่อยให้เป็นอย่างที่เราต้องการ จากนั้นก็เอาคนมายกแล้ววัดจากกล้องว่ามันวางได้มุมพอดีรึยัง

 

6

6.

ตอนถ่ายจริงไม่ยากเท่าไหร่ แต่ที่ยากคือคนวาดที่อยู่ข้างบนซึ่งเป็นทีมอาร์ตที่เค้าทำงานกับต้นอยู่แล้ว เพราะเค้าต้องเขียนทั้งวันเลยนะ แถมยังถ่ายสองวันด้วย ซึ่งภาพทุกภาพที่เราเห็นนั้นมาจากเค้าคนนี้ทั้งหมด โดยก่อนหน้าเราจะต้องมานั่งคุยกันถึงแต่ละอุปกรณ์ ต้องถามเค้าให้รู้ว่าแต่ละเทคนิคที่ออกมานั้นเราต้องใช้อุปกรณ์จริงอะไรบ้าง อย่างเทคนิค blur คุณใช้อะไร เค้าก็บอกว่าใช้มือ ฟองน้ำ ทิชชู่ หรือไม่ก็ยางลบ เราก็โอเค งั้นเอาเป็นยางลบ หรือเทคนิค flare เค้าก็เลือกใช้น้ำยาลบคำผิด เพราะเป็นอุปกรณ์ที่ปกติใช้กันอยู่แล้ว ซึ่งเราก็ต้องเช็กตลอดว่ารูปนี้เราจะใส่อะไร แล้วคนวาดเค้าโอเคมั้ย

 

7

7.

ปัญหาที่เจอตอนถ่ายทำจริงๆ ก็คงเป็นเรื่องความเออเรอร์ของฉากที่เราต้องซ่อมตลอด เพราะบางทีเราหยิบเครื่องมือขึ้นมาแต่มุมของกล้องมันเปลี่ยนไปแล้ว ก็ต้องกลับมามาร์กจุด กลับมาเช็กเฟรมเหมือนให้เดิม เพราะมันเป็นงานคราฟต์เลยต้องละเอียดประมาณหนึ่ง

และในฉากจบทีแรกเราก็ไม่ได้จะเฉลยแบบนี้ กะจะให้กล้องค่อยๆ ถอยแล้วถ่ายเป็นภาพมุมกว้างออกมา แต่เผอิญโปรดักชันเรามันมีการเอาคนขึ้นไปวาดจริงๆ พอไปอยู่หน้างานเราก็นึกได้ว่าแค่ลดเครนลงคนก็รู้แล้วว่ามันเป็นการวาดจากมุมสูงและใช้มือทำทั้งหมด เลยเป็นที่มาของการเฉลยแบบนี้ซึ่งมันง่ายกว่า และต่อเนื่องกว่า แล้วก็ต้องขอบคุณลูกค้าด้วยที่ทำให้เราสามารถมัดตัวหนังกับเบื้องหลังไปเป็นก้อนเดียวกันได้ เพราะมันทำให้หนังดูมีความตื่นตากว่า คนส่วนมากจะว้าวจากเบื้องหลังกัน แล้วมันก็คลี่คลายได้ดีเลย

แต่อีกหนึ่งปัญหาที่เรามาเจอหลังจากถ่ายเสร็จคือเราพบว่าหนังมันยาวไป อย่างทีแรกในฉากเฉลยเราก็กะจะตั้งกล้องนิ่งๆ แล้วค่อยๆ ลดเครนลงมาเป็นแบบเรียลไทม์เลย แล้วก็มุกต่างๆ ก็มีเยอะกว่าที่เห็น แต่กับคนที่ไม่ค่อยเก็ตเรื่องศิลปะเค้าอาจจะเบื่อได้ ผมเลยตัดไปประมาณสามอย่างเพื่อให้มันกระชับขึ้น แต่ก็ยังมีความอิมแพ็คอยู่จนมาเป็นเวอร์ชันนี้

 

8

8.

งานนี้ก็ถือว่าสนุกดีครับ เป็นงานไม่เคยทำมาก่อน และมันเป็นงานที่ต้องพึ่งโปรดักชันเยอะเหมือนกัน ซึ่งก็ต้องชมทางฝั่งผู้กำกับที่ทำออกมาได้เหมือนภาพที่ผมคิดไว้เลย ค่อนข้างตรงกับที่คิด 90% เลยล่ะ แล้วฟีดแบ็กถือว่าดีเลยครับ คนชอบเยอะ ในเว็บชูใจเองก็แชร์กันเยอะ โดยเฉพาะพวกที่เรียนสายอาร์ตกับสายกราฟิกทั้งที่เรียนอยู่หรือเพิ่งจบจะชอบกันมากเพราะมีความอินเป็นพิเศษ