FB

Why work at home isn’t work ?

# ทำไมทำงานที่บ้าน จึงมีประสิทธิภาพไม่เท่าร้านกาแฟ? #

.

“วันนี้ไปทำงานที่ไหน?” กลายเป็นคำถามยอดฮิตของพฤติกรรมการทำงานของมนุษย์ฟรีแล็นซ์ หรือกระทั่งมนุษย์เงินเดือน

.

เพราะเดี๋ยวนี้คำว่า ‘การทำงาน’ เนี่ยมันไม่ได้จำกัดอยู่ในสถานที่ที่เรียกว่า ‘ออฟฟิศ’ อีกต่อไปแล้วล่ะ แถมบางคนก็ยังดูเหวอๆ เซ็งๆ ด้วยซ้ำเวลาที่ได้ยินคำว่า “เข้าออฟฟิศ” ทำให้คนส่วนใหญ่อยากจะหอบคอมหิ้วกระเป๋าออกไปทำงานนอกสถานที่ บ้างก็ร้านกาแฟ บ้างก็ห้องสมุด บ้างก็ Co-Working Space หรือที่ไหนก็ได้ที่ไม่ต้องทนอุดอู้ในห้องสี่เหลี่ยมที่ออฟฟิศหรือในบ้าน

.

งงมะ ทั้งที่การทำงานก็ควรจะใช้สมาธิเนอะ แต่สถานที่ที่ว่ามันคนเต็มไปหมดเลยนะ บรรยากาศก็ดูจะและกวนสมาธิไม่ใช่เล่น งานมันจะเดินได้ยังไง?
.

แต่อันที่จริง บรรยากาศพลุกพล่านเหล่านั้นนี่แหละ ที่ช่วยให้คนเราสามารถสร้างสมาธิ และทำงานได้ไหลลื่นกว่าปกติ

.

ปัจจัยที่ชาวทำงานนอกบ้านให้เหตุผล เป็นเรื่องของลักษณะกายภาพ (ใช้คำจริงจังมาก!) ห้องหับในบ้านหรือออฟฟิศที่ส่วนใหญ่มักเป็นห้องสี่เหลี่ยม มองไปทางไหนก็มีแต่ผนังกำแพงปิดรอบด้านอุดอู้อึดอัด ทุกคนต่างหันหน้าเข้าจอคอมพิวเตอร์ของตัวเองแบบตัวใครตัวมัน การนั่งทำงานคนเดียวแบบนี้จึงทำให้รู้สึกโดดเดี่ยว ห่างเหิน และแปลกแยก นำไปสู่สภาวะตีบตันทางความคิด และไม่มีความสุขในที่สุด เป็นสาเหตุที่ฉันต้องหอบโน้ตบุ๊ก หิ้วที่ชาร์จ ไปหาร้านกาแฟหรือที่ไหนก็ได้ที่มีอินเทอร์เน็ต ปลั๊กไฟ และแอร์เย็นๆ  ขอเพียงเท่านี้ ความสุขก็จะกลับคืนมา และพร้อมจะสู้กับเจ้าเดดไลน์สุดโหดแล้ว!

.

ไม่ใช่พูดลอยๆ หรืออุปทานไปเอง เพราะกระทั่งอาชีพที่ดูจะต้องใช้สมาธิแบบสุดๆ อย่างอาชีพนักเขียน หลายคนก็ชอบไปเขียนต้นฉบับตามสถานที่ต่างๆ เช่น เจ.เค. โรว์ลิ่ง เจ้าของวรรณกรรมเยาวชนระดับโลก ‘แฮร์รี่ พอตเตอร์’ ก็ปั่นเล่มแรกในร้านกาแฟละแวกบ้านนี่แหละ โดยให้เหตุผลว่าชอบบรรยากาศการเขียนท่ามกลางหมู่คน

.

เออร์เนสต์ เฮมิงเวย์ นักเขียนระดับตำนานนี่ก็เหมือนกัน ที่ชอบออกจากบ้านเพื่อไปเขียนงานตามบาร์ต่างๆ เวลาไปเจอะคนรู้จักเข้ามาทักทายทำลายสมาธิ เขาก็จะเปลี่ยนบาร์ใหม่เพื่อนั่งเขียนงานต่อไปเรื่อยๆ

.

Think Space ได้ถามนักเขียนนักคิดส่วนใหญ่ในหัวข้อเดียวกันนี้ ก็พบว่าไม่แตกต่างกัน พวกเขาจะชอบทำงานตามร้านกาแฟเพราะมีคนเคลื่อนไหวเข้าออกอยู่ตลอดเวลา ชอบเสียงสนทนาพูดคุยเบาๆ บรรยากาศประมาณนี้จะช่วยให้รู้สึกมีพลังงานในการทำงาน และทำให้มีสมาธิมากขึ้น

.

แล้วทำไมไม่ทำงานที่บ้านล่ะ? บางคนก็ให้เหตุผลว่า บรรยากาศของบ้านมักจะทำให้เกิดอาการขี้เกียจ เพราะมีสิ่งที่รบกวนสมาธิจำนวนมาก รวมทั้งบ้านยังมีนัยยะเป็น ‘สถานที่พักผ่อน’ มากกว่า ‘สถานที่ทำงาน’ จึงต้องมีวินัยในการควบคุมตัวเองสูงกว่าปกติ ไหนจะนู่นเตียงนุ่มนิ่ม นี่ตู้เย็นที่ของกินเต็มไปหมด นั่นหมาแมวที่พากันมาคลอเคลีย ฯลฯ

.

จึงพอจะสรุปได้ว่า การทำงานในสถานที่พลุกพล่านที่มีเสียงรบกวนเบาๆ สามารถกระตุ้นความคิดสร้างสรรค์ได้ดีกว่าทำงานในห้องเงียบกริบคนเดียวนั่นเองอย่างที่ออฟฟิศหรือในบ้านนั่นแหละ

.

สอดคล้องกับบทความงานวิจัยของมหาวิทยาลับชิคาโก้ที่ตีพิมพ์ในวารสาร Journal of Consumer Research ในปี 2012 ว่า “เสียงแวดล้อมในระดับปานกลางจะเอื้อต่อการรับรู้เชิงความคิดสร้างสรรค์”

.

งานวิจัยดังกล่าวตรวจสอบเสียงแวดล้อมว่ามีผลต่อความคิดสร้างสรรค์อย่างไรบ้าง โดยผลการทดลองแสดงให้เห็นว่า เสียงแวดล้อมระดับปานกลาง 70 เดซิเบล (เสียงบรรยากาศร้านกาแฟ) ช่วยเพิ่มสมาธิในการทำงาน และเพิ่มประสิทธิภาพในการสร้างสรรค์นวัตกรรมมากกว่าระดับเสียงต่ำ 50 เดซิเบล (เสียงบรรยากาศห้องสมุด) ส่วนเสียงระดับสูง 85 เดซิเบลขึ้นไป (เสียงบรรยากาศตามท้องถนน) กลับเป็นตัวทำลายความคิดสร้างสรรค์ เพราะขัดขวางการประมวลผลของความคิดนั่นเอง

.

ก็พอจะเก็ตกันแล้วล่ะว่าการทำงานอยู่ในพื้นที่ที่มีเสียงรบกวนเล็กน้อย จะช่วยให้คนเรามีความคิดสร้างสรรค์มากขึ้น ฉะนั้นการทำงานในร้านกาแฟที่มีเสียงคุยเจ๊าะแจ๊ะ (Chatter) และเสียงดังก๊อกแก๊ก (Clatter) เล็กน้อย จึงบัฟเฟอร์ให้ความคิดสร้างสรรค์และทำงานไหลลื่น มีประสิทธิภาพมากขึ้น

.

เรื่องเดียวกันนี้ นักเศรษฐศาสตร์ ทิม ฮาร์ฟอร์ด เองก็เคยกล่าวบนเวที TED Talk ว่า การเพิ่ม ‘ปัจจัยอุปสรรค’ ในการทำงานสามารถช่วยให้ประสิทธิภาพการทำงานมากขึ้น เขายกตัวอย่างการทดสอบของนักจิตวิทยา เชลลี่ คาร์สัน ที่ทำกับนักศึกษาฮาร์วาร์ดเรื่องความสามารถในการคัดกรองความสนใจ เขาพบว่าเด็กที่มีความคัดกรองต่ำหรือวอกแวกกับสิ่งเร้าได้ง่าย มีแนวโน้มประสบความสำเร็จเชิงความคิดสร้างสรรค์ในชีวิต เพราะความวอกแวกเหล่านี้ จริงๆ แล้วจะปล่อยความคิดสร้างสรรค์ออกมาด้วย

.
ฉะนั้นจึงไม่ใช่เรื่องประหลาดที่นักเขียนหลายๆ คนจะชอบไปนั่งทำงานในร้านกาแฟที่มีบรรยากาศพลุกพล่าน และรู้สึกว่าทำงานได้ดีกว่า นั่งจุ้มปุ๊กอยู่ตรงนั้นนานสองนาน กลับบ้านเพื่อไปนอนหลับพักผ่อน ก่อนจะตื่นมาในวันพรุ่งนี้ เพื่อออกไปทำงานในที่ใดสักที่หนึ่ง

#ThinkSpace #Creativity #Work  #CoWorkingSpace

 

ข้อมูลจาก

http://www.jstor.org/stable/10.1086/665048

https://www.ted.com/talks/tim_harford_how_messy_problems_can_inspire_creativity/transcript

https://www.dtrio.com/blog1/2014/07/office-ambience-and-the-benefit-of-noise/

https://www.fastcompany.com/3015970/why-ambient-noise-makes-you-more-productive-and-three-apps-that-do-it-right

https://www.muggle-v.com/1775